ช่วงนี้ใครๆ ก็เป็น Content Creator กันเต็มไปหมดใช่ไหมคะ? บล็อกเอย เพจเอย มีสารพัดคอนเทนต์ลอยเต็มฟีดไปหมด จนบางทีเราเองก็ไม่รู้จะอ่านอะไรดีเลยเนอะ! แต่เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมบางคอนเทนต์ถึงดึงเราอยู่หมัด อ่านแล้วรู้สึกอิน อยากติดตามต่อไปเรื่อยๆ หรือบางทีถึงขั้นตัดสินใจซื้อสินค้าเพราะเรื่องราวนั้นๆ เลยก็มี?
นั่นแหละค่ะพลังของ “Storytelling” ที่ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องธรรมดาๆ แต่เป็นการสร้างโลก สร้างความรู้สึกร่วม และสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนอ่านในฐานะที่เป็นคนทำบล็อกมานาน ฉันสัมผัสได้เลยว่ายุคนี้แค่ข้อมูลดีอย่างเดียวไม่พอแล้วจริงๆ ถ้าอยากให้คนหยุดอ่าน หยุดคิด และอยากกลับมาหาเราอีกครั้ง เราต้องใส่ ‘ใจ’ ลงไปในทุกตัวอักษร เหมือนที่ฉันเองก็พยายามทำมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์ ประสบการณ์ตรงที่เจอมา หรือแม้แต่ปัญหาที่เคยเจอแล้วแก้ได้ สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์มีชีวิตชีวา ดึงดูดทั้งอารมณ์และความรู้สึก ผู้อ่านก็จะรู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อน ได้รับฟังเรื่องราวที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อเขาจริงๆ และรู้ไหมคะว่า Google เองก็ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ คอนเทนต์ที่คนอ่านชอบ อยู่กับเรานานๆ นั่นแหละคือตัวช่วยชั้นดีให้บล็อกของเราติดอันดับและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นด้วย!
ถ้าอยากรู้ว่านักเล่าเรื่องระดับโลกเขาทำกันยังไง หรือมีตัวอย่างเด็ดๆ อะไรบ้างที่สร้างปรากฏการณ์จนคนจำได้ไม่ลืม พร้อมเทคนิคเจ๋งๆ ที่ฉันลองแล้วเวิร์คจริง!
มาดูกันเลยค่ะว่าเราจะปั้นคอนเทนต์ให้ปัง ดึงดูดใจจนคนอ่านติดหนึบได้ยังไงบ้าง
สร้างความรู้สึกร่วม: หัวใจของการเล่าเรื่องที่แท้จริง

ฉันเชื่อว่าการจะทำให้คอนเทนต์ของเราโดดเด่นท่ามกลางทะเลข้อมูลมหาศาลได้นั้น ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง ‘ความรู้สึกร่วม’ ที่เชื่อมโยงเราเข้ากับคนอ่านได้อย่างลึกซึ้งต่างหากค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ มักจะเริ่มต้นจากการเข้าใจว่าคนอ่านของเราเป็นใคร เขากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ และเราจะสามารถมอบอะไรให้เขาได้บ้างผ่านเรื่องราวที่เรากำลังจะเล่า การที่ฉันเคยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากพนักงานออฟฟิศมาเป็นบล็อกเกอร์เต็มตัว ทำให้ฉันได้รับข้อความและคอมเมนต์มากมายจากคนที่รู้สึกร่วมและกำลังลังเลกับเส้นทางชีวิตของตัวเองอยู่เหมือนกัน ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว และนั่นคือสิ่งที่ทำให้บล็อกของฉันมีความหมายและมีคุณค่าในสายตาของคนอ่าน การเล่าเรื่องที่สัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า ความท้าทาย หรือความสำเร็จ ล้วนเป็นแม่เหล็กดึงดูดที่ทรงพลังมากค่ะ ลองคิดดูสิคะ เวลาที่เราอ่านเรื่องราวที่คล้ายกับสิ่งที่เราเคยเจอมา มันทำให้เรารู้สึกว่าคนเขียนเข้าใจเราจริงๆ และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ยั่งยืน การตลาดที่เน้นการเล่าเรื่องแบบ Humanized Storytelling จะเป็นหัวใจสำคัญในปี 2025 เพราะผู้บริโภคต้องการความจริงใจและความผูกพันกับแบรนด์ในระดับอารมณ์
การใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในเรื่องราว
สิ่งที่ฉันเรียนรู้มาตลอดคือ คนเรามักจะสนใจเรื่องราวของคนจริงๆ มากกว่าข้อมูลดิบๆ การนำเสนอเรื่องราวส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาด ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้แต่บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์ต่างๆ ล้วนทำให้คอนเทนต์มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เหมือนเวลาที่ฉันเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวที่เจออุปสรรคคาดไม่ถึง แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี คนอ่านก็จะรู้สึกเหมือนได้ไปผจญภัยกับเรา ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการได้แชร์ประสบการณ์แบบนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและมอบมุมมองใหม่ๆ ให้กับผู้อ่านด้วยนะคะ การเล่าเรื่องที่สะท้อนความเป็นมนุษย์จะช่วยให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ดีขึ้น
ทำไม “อารมณ์” ถึงเป็นกุญแจสำคัญ
ลองสังเกตดูนะคะว่าคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ออกไปเยอะๆ หรือเป็นที่พูดถึงมากๆ มักจะมีส่วนผสมของอารมณ์ความรู้สึกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความตลก ความซาบซึ้ง ความโกรธ หรือแม้แต่ความหวัง อารมณ์เหล่านี้แหละที่ทำให้เรื่องราวติดอยู่ในใจคนได้นานยิ่งขึ้น อย่างบางครั้งที่ฉันเขียนถึงปัญหาที่เราทุกคนต่างเคยเจอ เช่น การโดนแกงในอินเทอร์เน็ต หรือการเข้าใจผิดต่างๆ นานา แล้วเล่าในมุมที่เข้าใจและเห็นอกเห็นใจ คนอ่านก็จะรู้สึกว่า “เออ!
นี่แหละที่ฉันเคยเจอ!” และมันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในที่สุด การเชื่อมโยงอารมณ์เข้ากับเนื้อหา จึงเป็นเทคนิคที่ฉันใช้บ่อยๆ เพื่อให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับเพื่อนสนิท ไม่ใช่แค่การอ่านบทความจาก AI ที่ไร้อารมณ์ค่ะ
เคล็ดลับการหาเรื่องราว: ขุมทรัพย์ที่อยู่รอบตัวเรา
หลายคนอาจจะคิดว่าการจะหาเรื่องราวมาเล่าในบล็อกของเรานั้นเป็นเรื่องยาก ต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หรือประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครเท่านั้นถึงจะน่าสนใจ แต่จากที่ฉันคลุกคลีกับการทำคอนเทนต์มานาน ฉันพบว่าขุมทรัพย์ของเรื่องราวนั้นอยู่รอบตัวเรานี่แหละค่ะ เพียงแค่เราเปิดตา เปิดใจ และสังเกตให้มากขึ้นเท่านั้นเอง บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ ที่คนอื่นอยากรู้และอาจจะเป็นประโยชน์กับเขาด้วยซ้ำ อย่างการที่ฉันไปเดินตลาดนัดกลางคืนแถวบ้าน แล้วเจอร้านอาหารแปลกๆ ที่มีเรื่องราวเบื้องหลังน่าสนใจ ก็สามารถหยิบมาเล่าเป็นคอนเทนต์ได้เลย หรือแม้แต่ปัญหาเล็กๆ ที่ฉันเจอตอนจัดบ้าน แล้วมีวิธีแก้ปัญหาที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ฉันก็เอามาเขียนเป็นบล็อกได้เหมือนกัน การที่เราคิดว่า “สิ่งนี้ฉันเจอมา มีใครเจอเหมือนฉันบ้างนะ” คือจุดเริ่มต้นที่ดีของการหาเรื่องราวใหม่ๆ ให้กับบล็อกของเราค่ะ ไม่ต้องรอให้เรื่องยิ่งใหญ่เข้ามาในชีวิต เราสามารถสร้างเรื่องราวจากสิ่งธรรมดาๆ รอบตัวเราได้เสมอ หัวใจสำคัญคือการพูดในแบบที่คนอ่านรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตเขา
การสังเกตและบันทึก: อย่าให้เรื่องราวดีๆ หลุดลอยไป
ฉันมีสมุดโน้ตเล็กๆ ติดตัวตลอดเวลา (หรือบางทีก็ใช้แอปในมือถือนี่แหละค่ะ) เพื่อจดบันทึกความคิด ประสบการณ์ หรือแม้แต่บทสนทนาที่น่าสนใจที่ได้ยินมา บางทีแค่คำพูดสั้นๆ ของคนแปลกหน้าที่เดินสวนกัน ก็สามารถจุดประกายไอเดียให้ฉันเขียนบทความได้ยาวเหยียดเลยนะ หรือแม้แต่ตอนที่ฉันไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วเจอร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีเจ้าของร้านเป็นคนเล่าเรื่องเก่ง ฉันก็จดรายละเอียดเก็บไว้ เพราะรู้ว่าวันหนึ่งมันต้องเป็นประโยชน์แน่นอน การบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ ทำให้เรามีคลังเรื่องราวที่ไม่จำกัด และเมื่อถึงเวลาที่เราต้องการคอนเทนต์ เราก็แค่หยิบมันออกมาปัดฝุ่น แล้วเล่าในมุมของเราเอง แค่นี้ก็ได้เรื่องราวใหม่ๆ ไม่ซ้ำใครแล้ว
ฟังเสียงคนอ่าน: พวกเขาอยากฟังเรื่องอะไรจากเรา
อีกหนึ่งวิธีที่ฉันใช้บ่อยๆ คือการตั้งใจฟังเสียงของคนอ่านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์ในบล็อก ข้อความที่ส่งมาถาม หรือแม้แต่คำถามในโซเชียลมีเดียของฉันเอง บางทีคำถามง่ายๆ หรือปัญหาที่พวกเขาเจอ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวดีๆ ได้ อย่างช่วงหนึ่งมีคนถามฉันเยอะมากว่าทำไมถึงตัดสินใจใช้ชีวิตแบบ Digital Nomad ฉันก็เลยเอาประสบการณ์ตรงของตัวเองมาเล่า ตั้งแต่ข้อดี ข้อเสีย ความท้าทายที่เจอ รวมถึงวิธีการจัดการชีวิต ทำให้คนอ่านได้ข้อมูลที่พวกเขาอยากรู้จริงๆ และรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำ การฟังเสียงเหล่านี้ทำให้เราสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจและมีคุณค่าต่อผู้อ่านได้มากที่สุดค่ะ การสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความสนใจของผู้ใช้งานจะช่วยให้ผู้ใช้กลับมามีส่วนร่วมซ้ำได้ดี
จากเรื่องเล่าสู่ยอดขาย: การเปลี่ยนผู้ฟังให้เป็นลูกค้า
หลายคนอาจจะคิดว่าการเล่าเรื่องกับการขายของเป็นคนละเรื่องกัน แต่จากประสบการณ์ของฉัน การเล่าเรื่องที่ดีนี่แหละค่ะคือเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังที่สุดที่สามารถเปลี่ยนคนฟังธรรมดาๆ ให้กลายมาเป็นลูกค้าตัวยงของเราได้โดยที่เราแทบไม่ต้องยัดเยียดการขายเลย เมื่อไหร่ที่เราสามารถสร้างความรู้สึกร่วม สร้างความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นผ่านเรื่องราวของเราได้ ลูกค้าจะเกิดความไว้วางใจและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์หรือตัวเราเอง ซึ่งนั่นแหละคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ตัวอย่างที่ฉันเห็นบ่อยๆ คือการที่แบรนด์เล่าเรื่องราวเบื้องหลังของผลิตภัณฑ์ว่ากว่าจะมาเป็นสินค้าชิ้นนี้ได้ ต้องผ่านความตั้งใจ ความพยายาม และความใส่ใจมากแค่ไหน เรื่องราวเหล่านี้จะเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าในสายตาของผู้บริโภคทันที ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้แค่ซื้อของ แต่กำลังสนับสนุนสิ่งดีๆ หรือซื้อเรื่องราวที่มีความหมายต่างหาก การเล่าเรื่องช่วยสร้างภาพจำ สร้างความเชื่อมั่น และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้ถึง 68%
การสร้างความน่าเชื่อถือผ่านเรื่องราวส่วนตัว
ฉันเองก็ใช้เทคนิคนี้บ่อยๆ ค่ะ เวลาที่ฉันรีวิวสินค้าหรือบริการใดๆ ฉันจะไม่ใช่แค่บอกว่าสินค้านั้นดีอย่างไร แต่ฉันจะเล่าถึงประสบการณ์ตรงของฉันที่ได้ใช้สินค้านั้นๆ ว่ามันช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ฉันได้บ้าง หรือมันทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เช่น ฉันเคยรีวิวคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์ ฉันก็จะเล่าตั้งแต่เหตุผลที่ฉันตัดสินใจลงเรียน ความท้าทายที่เจอระหว่างเรียน และผลลัพธ์ที่ฉันได้รับหลังจากเรียนจบ ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าฉันไม่ได้แค่ขายของ แต่ฉันกำลังแบ่งปันประสบการณ์จริงที่พิสูจน์แล้วว่าดี และนั่นก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ทั้งตัวฉันและสินค้าที่ฉันแนะนำไปพร้อมๆ กัน ซึ่งตรงกับหลัก Experience (ประสบการณ์) ของ E-E-A-T ที่ Google ให้ความสำคัญ
การใช้ Storytelling ในการนำเสนอคุณค่าของสินค้า
แทนที่จะบอกว่าสินค้าของเรามีฟีเจอร์อะไรบ้าง ลองเปลี่ยนมาเล่าเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าฟีเจอร์เหล่านั้นมันช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้อย่างไรสิคะ อย่างเช่น ถ้าเราขายครีมบำรุงผิว แทนที่จะบอกว่ามีสารสกัดกี่ชนิด ลองเล่าเรื่องราวของคนที่เคยมีปัญหาผิวแห้งกร้านมากๆ แล้วใช้ครีมของเราแล้วผิวกลับมาเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นอีกครั้ง ทำให้เขามั่นใจและมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น เรื่องราวแบบนี้จะดึงดูดใจผู้บริโภคได้มากกว่าการบอกคุณสมบัติแห้งๆ เยอะเลยค่ะ เพราะคนเรามักจะตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลเสมอ และเรื่องราวคือตัวกระตุ้นอารมณ์ที่ดีที่สุด โดยเราสามารถใช้โมเดลพื้นฐานอย่าง The 3 Phrases: The Present, The Change, The Future ในการเล่าเรื่องสินค้าได้
เครื่องมือและแพลตฟอร์ม: เล่าเรื่องได้หลากหลายช่องทาง
ในยุคนี้เราไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเขียนบล็อกเท่านั้นแล้วนะคะ การเล่าเรื่องสามารถทำได้หลากหลายช่องทางมากๆ ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มก็มีเสน่ห์และข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป จากประสบการณ์ของฉัน การเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับเรื่องราวที่เราอยากจะเล่า และกลุ่มเป้าหมายที่เราอยากจะเข้าถึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ บางเรื่องราวอาจจะเหมาะกับการเล่าผ่านรูปภาพสวยๆ ใน Instagram บางเรื่องอาจจะเหมาะกับการเป็นวิดีโอสั้นๆ บน TikTok หรือบางเรื่องก็เหมาะกับการเขียนเล่าแบบละเอียดในบล็อกของเรา การที่เราเข้าใจจุดเด่นของแต่ละแพลตฟอร์ม จะช่วยให้เราสามารถส่งสารของเราไปถึงผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และยังช่วยให้คอนเทนต์ของเราเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะในยุค 2025 คอนเทนต์ครีเอเตอร์จะไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่แพลตฟอร์มเดียว แต่จะสร้างเนื้อหาผ่านหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและมีส่วนร่วม
เลือกแพลตฟอร์มให้เข้ากับเรื่องราวและกลุ่มเป้าหมาย
ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องอะไรก็ตาม ฉันมักจะคิดก่อนเสมอว่าเรื่องนี้เหมาะกับช่องทางไหนมากที่สุด อย่างถ้าเป็นเรื่องราวการท่องเที่ยวที่เน้นความสวยงามของสถานที่ ฉันก็จะเน้นไปที่ Instagram หรือ Facebook เพื่อโชว์รูปภาพหรือวิดีโอสวยๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องราวที่ต้องอธิบายข้อมูลเชิงลึก หรือต้องการให้คนอ่านใช้เวลาอยู่กับเนื้อหานานๆ เพื่อสร้างความผูกพัน ฉันก็จะเลือกเขียนในบล็อกเป็นหลัก หรือบางทีก็ใช้ YouTube ในการสร้างวิดีโออธิบายขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียด การทำแบบนี้จะช่วยให้คอนเทนต์ของเราถูกนำเสนอในรูปแบบที่ดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด และยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยค่ะ
ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือช่วยสร้างสรรค์เรื่องราว

นอกจากแพลตฟอร์มแล้ว ปัจจุบันยังมีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยให้การเล่าเรื่องของเราน่าสนใจและเป็นมืออาชีพมากขึ้น อย่างโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ โปรแกรมแต่งรูป หรือแม้แต่เครื่องมือทำกราฟิกง่ายๆ อย่าง Canva ที่ฉันเองก็ใช้บ่อยๆ เพื่อออกแบบอินโฟกราฟิก หรือรูปภาพประกอบบล็อกให้สวยงามน่าอ่าน เครื่องมือเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแพงหรือใช้งานยากเลยค่ะ แค่เราเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของเรา อย่างบางครั้งที่ฉันอยากจะเล่าเรื่องที่มีข้อมูลเยอะๆ ฉันก็จะทำเป็นอินโฟกราฟิกง่ายๆ แล้วเอาไปแชร์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาดเลยนะ ทำให้ข้อมูลที่ดูน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเข้าใจง่ายขึ้นมาทันที
| องค์ประกอบสำคัญของ Storytelling ที่น่าดึงดูด | คำอธิบาย |
|---|---|
| ตัวละคร (Character) | ใครคือฮีโร่หรือตัวแทนของเรื่อง? ที่ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงหรือรู้สึกร่วมได้ |
| ความขัดแย้ง/ปัญหา (Conflict/Problem) | อะไรคือสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญ? เป็นอุปสรรคที่ทำให้เรื่องราวมีสีสัน |
| โครงเรื่อง (Plot) | ลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่จุดเปลี่ยนและบทสรุป ที่น่าติดตามและเข้าใจง่าย |
| จุดไคลแม็กซ์ (Climax) | จุดสูงสุดของเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านลุ้นตาม ตื่นเต้น หรือประทับใจ |
| บทสรุป/ข้อคิด (Resolution/Takeaway) | ผลลัพธ์ที่ได้และสิ่งที่ผู้อ่านเรียนรู้จากเรื่องราว ควรมีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจ |
ความท้าทายและข้อควรระวัง: เมื่อการเล่าเรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
แม้ว่า Storytelling จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะเล่าเรื่องให้โดนใจและได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ จากประสบการณ์ตรงของฉัน ฉันเจอความท้าทายหลายอย่างที่ทำให้บางครั้งการเล่าเรื่องก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดไว้ ทั้งเรื่องของการหาเรื่องราวที่แปลกใหม่ การทำให้เรื่องราวน่าสนใจอยู่เสมอ หรือแม้แต่การรักษาสมดุลระหว่างการเล่าเรื่องกับการขายของ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงกันไปเรื่อยๆ ค่ะ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งได้ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่สิ่งที่สำคัญคือการที่เราไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ยิ่งเราลองผิดลองถูกมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเข้าใจและเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องมากขึ้นเท่านั้น การเล่าเรื่องราวที่ดีคือการพูดสิ่งเดียวกันให้กลมกลืน ไม่จำเป็นต้องเล่าเหมือนกันทุกอย่างในทุก Journey
การหาเรื่องราวที่แปลกใหม่และไม่ซ้ำใคร
ความท้าทายแรกๆ ที่ฉันเจอคือการพยายามหาเรื่องราวที่ “ไม่ซ้ำใคร” จนบางทีก็รู้สึกกดดันตัวเองมากเกินไป แต่หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาพักใหญ่ ฉันก็ตระหนักได้ว่าเรื่องราวไม่จำเป็นต้องแปลกใหม่เสมอไป แค่เราสามารถเล่าในมุมมองของเราเอง ใส่ประสบการณ์ส่วนตัวลงไป หรือเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ มันก็เพียงพอแล้วค่ะ อย่างเช่น เรื่องราวเกี่ยวกับการจัดกระเป๋าเดินทาง ใครๆ ก็เขียนกันได้ใช่ไหมคะ แต่ถ้าฉันเล่าถึงเทคนิคการจัดกระเป๋าของฉันที่เน้นความมินิมอลและใช้ได้จริง พร้อมรูปภาพประกอบที่ฉันถ่ายเองทั้งหมด มันก็จะกลายเป็นเรื่องราวที่ไม่ซ้ำใครในแบบของฉันเอง
รักษาสมดุลระหว่างเนื้อหาและวัตถุประสงค์
อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องระวังคือการรักษาสมดุลระหว่างการเล่าเรื่องที่สนุกสนานน่าติดตาม กับวัตถุประสงค์หลักของคอนเทนต์ของเรา อย่างเช่น ถ้าเราต้องการโปรโมทสินค้า การเล่าเรื่องที่มากเกินไปจนคนอ่านไม่รู้ว่าเราต้องการสื่ออะไร ก็อาจจะทำให้คอนเทนต์นั้นไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ หรือถ้าเราเน้นแต่การขายมากเกินไป คนอ่านก็จะรู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียด ฉันจึงพยายามวางโครงเรื่องให้ชัดเจนเสมอว่าในแต่ละคอนเทนต์ ฉันต้องการให้คนอ่านได้รับอะไร และฉันจะเชื่อมโยงเรื่องราวกับวัตถุประสงค์ของฉันได้อย่างไร โดยที่ไม่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเป็นการขายของจนเกินไป การหาจุดกึ่งกลางนี้เป็นศิลปะที่ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการฝึกฝนค่ะ
วัดผลและปรับปรุง: ทำให้เรื่องเล่าของเราทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ
การเล่าเรื่องที่ดีไม่ได้จบลงแค่การเผยแพร่คอนเทนต์ออกไปเท่านั้นนะคะ แต่จากประสบการณ์ของฉัน มันคือการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การที่เราจะรู้ว่าเรื่องราวของเราโดนใจคนอ่านจริงหรือไม่ เราจำเป็นต้องมีการวัดผลและนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงอยู่เสมอ เหมือนที่ฉันเองก็ใช้ Google Analytics และเครื่องมืออื่นๆ ในการดูว่าคอนเทนต์ไหนมีคนอ่านเยอะ อ่านนาน คอมเมนต์เยอะ หรือมีการแชร์ออกไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แหละค่ะคือฟีดแบ็กที่มีค่าที่สุดที่จะบอกเราว่าอะไรเวิร์คหรือไม่เวิร์ค เพื่อที่เราจะได้นำไปปรับปรุงและทำให้เรื่องราวของเราทรงพลังและเข้าถึงใจผู้คนได้มากขึ้นเรื่อยๆ, การติดตามประสิทธิภาพของบทความเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนในการทำบล็อกคุ้มค่าที่สุด
ใช้ข้อมูลและสถิติในการปรับปรุงคอนเทนต์
ฉันมักจะดูข้อมูลเชิงลึกของบล็อกเป็นประจำเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้อ่าน อย่างเช่น ถ้าฉันพบว่าบทความที่เล่าเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเชียงใหม่มีคนอ่านเยอะและใช้เวลากับหน้าเว็บนานกว่าบทความอื่นๆ ฉันก็จะพยายามสร้างคอนเทนต์ในลักษณะเดียวกัน หรือเล่าเรื่องในโทนคล้ายๆ กันเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน หรือถ้าฉันพบว่าบทความไหนมีอัตราการตีกลับสูง (Bounce Rate) ฉันก็จะกลับไปดูว่าเนื้อหานั้นมีอะไรที่ต้องปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเขียน การเลือกใช้รูปภาพ หรือแม้แต่หัวข้อที่อาจจะไม่น่าสนใจพอ การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ฉันสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทดลองและเรียนรู้จากฟีดแบ็ก
อย่ากลัวที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ นะคะ จากประสบการณ์ของฉัน การทดลองเล่าเรื่องในรูปแบบที่แตกต่างกันไป หรือใช้คำพูดที่หลากหลาย ก็สามารถทำให้เราค้นพบสไตล์การเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ อย่างบางครั้งฉันก็ลองใช้ภาษาที่ดูเป็นกันเองมากๆ หรือบางครั้งก็ลองใช้ภาษาที่ดูเป็นทางการมากขึ้น เพื่อดูว่าคนอ่านกลุ่มไหนชอบแบบไหนมากกว่ากัน และที่สำคัญที่สุดคือการรับฟังฟีดแบ็กจากคนอ่านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์ คำแนะนำ หรือแม้แต่คำวิจารณ์ ทุกอย่างล้วนเป็นข้อมูลที่มีค่าที่เราสามารถนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้นได้เสมอ การเปิดใจรับฟังและเรียนรู้จากฟีดแบ็กเหล่านี้ จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องให้เก่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเลยค่ะ
สรุปปิดท้าย
เป็นยังไงกันบ้างคะ หวังว่าบทความนี้จะช่วยจุดประกายให้เพื่อนๆ ได้ลองนำเรื่องราวของตัวเองมาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจกันดูนะคะ จากใจคนทำบล็อกอย่างฉัน การได้เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์จริงของเรานี่แหละค่ะ คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราเชื่อมโยงกับผู้อ่านได้อย่างลึกซึ้ง และสร้างความผูกพันที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ตัวเลขยอดวิว แต่เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เราส่งมอบให้กันผ่านตัวอักษรและเรื่องเล่า ลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ รอบตัวเราดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าขุมทรัพย์ของเรื่องราวดีๆ มีอยู่ทุกที่เลยล่ะค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเองเสมอ ขอให้สนุกกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์กันนะคะ!
เคล็ดลับดีๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
1. ทำความเข้าใจผู้ฟัง: ก่อนจะเล่าเรื่องอะไร ลองถามตัวเองดูว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร พวกเขาสนใจอะไร กำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ เพื่อให้เรื่องราวที่เราเล่าสามารถเข้าไปอยู่ในใจพวกเขาได้ง่ายขึ้น
2. สังเกตและจดบันทึก: ฝึกเป็นคนช่างสังเกตเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ บทสนทนา หรือแม้แต่ความคิดที่แวบเข้ามาในหัว แล้วจดบันทึกไว้เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการเล่าเรื่องในอนาคต
3. เลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสม: พิจารณาว่าเรื่องราวที่เราต้องการจะเล่านั้นเหมาะกับการนำเสนอผ่านช่องทางใดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบล็อก Instagram, TikTok หรือ YouTube เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. สร้างสมดุลระหว่างเรื่องเล่ากับเป้าหมาย: แม้การเล่าเรื่องจะสำคัญ แต่ก็อย่าลืมวัตถุประสงค์หลักของคอนเทนต์นั้นๆ ด้วย เช่น หากต้องการโปรโมทสินค้า ก็ต้องมีการเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดเยียดจนเกินไป
5. เรียนรู้จากข้อมูลและฟีดแบ็ก: ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Google Analytics เพื่อดูพฤติกรรมผู้อ่าน และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากคอมเมนต์หรือข้อความต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการเล่าเรื่องของเราให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
สาระสำคัญที่ต้องจำ
การเล่าเรื่อง (Storytelling) คือเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยสร้างความรู้สึกร่วม ความไว้วางใจ และความผูกพันกับผู้อ่านหรือลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง หัวใจสำคัญคือการใส่ความเป็นมนุษย์ ประสบการณ์จริง และอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในเรื่องเล่า เพื่อให้คอนเทนต์ของเราโดดเด่นและมีคุณค่า การสร้างคอนเทนต์ตามหลัก E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ผ่านเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ จะช่วยให้บล็อกของเราได้รับความน่าเชื่อถือ และยังเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผู้ฟังให้กลายมาเป็นผู้สนับสนุนหรือลูกค้าในระยะยาวได้ด้วยนะคะ อย่าลืมว่าการสร้างสรรค์คอนเทนต์คือการเดินทางที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงอยู่เสมอค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: สำหรับบล็อกเกอร์มือใหม่หรือเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ที่อาจจะยังไม่มีงบประมาณหรือทีมงานเยอะๆ จะสามารถนำ “Storytelling” มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไรบ้างคะ?
ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าหลายคนอาจจะคิดว่า Storytelling มันต้องใหญ่โต อลังการ แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัวเราได้เลยนะ! จากประสบการณ์ของฉันนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘ความจริงใจ’ ค่ะ ลองเล่าเรื่องเบื้องหลังการทำงานของคุณดูสิคะ ว่าคุณรักในสิ่งที่ทำมากแค่ไหน กว่าจะมาเป็นสินค้าหรือบริการตัวนี้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง หรือแม้แต่เรื่องราวของลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราแล้วชีวิตดีขึ้นยังไง นี่แหละคือ Storytelling ที่ทรงพลังที่สุดค่ะ ฉันเคยเห็นร้านค้าเล็กๆ ในตลาดที่เล่าเรื่องชีวิตประจำวันของพวกเขา ความทุ่มเทในการคัดเลือกวัตถุดิบ หรือแม้แต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เจอ คนอ่าน คนดู เขารู้สึกเข้าถึงและอยากสนับสนุนทันทีเลยนะ ไม่ต้องมีโปรดักชันใหญ่โต ขอแค่เป็นเรื่องจริงที่ออกมาจากใจ คุณก็ชนะแล้วค่ะ
ถาม: จากประสบการณ์ของคุณเอง คิดว่าเรื่องเล่าแบบไหนที่โดนใจคนไทยมากที่สุด และช่วยให้ผู้อ่านอยากใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์ของเรานานๆ หรือเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นคะ?
ตอบ: อู้หูววว… ถ้าให้ฉันฟันธงนะ คนไทยเราเนี่ยชอบเรื่องราวที่ ‘เข้าถึงง่าย’ และ ‘มีความรู้สึก’ ค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะ เวลาที่เราคุยกับเพื่อน เราชอบเรื่องแบบไหน?
ก็เรื่องที่มันมีอารมณ์ร่วม มีสุข มีเศร้า มีขำขัน ใช่ไหมคะ? ฉันสังเกตเลยว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับครอบครัว การต่อสู้เพื่อความฝัน การก้าวผ่านอุปสรรค หรือแม้แต่เรื่องราวตลกๆ ในชีวิตประจำวัน มักจะดึงดูดใจคนไทยได้ดีมากเลยนะ ยิ่งถ้าคุณกล้าที่จะเปิดเผยด้านที่เป็นมนุษย์ของคุณออกมาบ้าง เช่น เคยผิดพลาดอะไรมาบ้าง หรือมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่ค่อยมีใครรู้ มันจะทำให้คนรู้สึกว่าคุณเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่แค่บล็อกเกอร์หรือแบรนด์ที่เข้าถึงยาก ลองแชร์ประสบการณ์การเดินทางในไทยที่เจอเรื่องราวแปลกๆ หรือแม้แต่สูตรอาหารที่คุณแม่สอนมาพร้อมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยดูสิคะ รับรองว่าคนอ่านจะอินจนอยากอยู่กับคุณนานๆ เลย!
ถาม: ดูเหมือนว่า “Storytelling” จะเน้นเรื่องอารมณ์และความรู้สึก แล้วมันเชื่อมโยงกับการเพิ่มอันดับ SEO และรายได้ AdSense ของบล็อกเราได้ยังไงบ้างคะ มีกลยุทธ์อะไรที่ใช้แล้วเห็นผลชัดเจนไหม?
ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ! จริงๆ แล้ว Storytelling นี่แหละคือหัวใจสำคัญของการทำ SEO และเพิ่มรายได้ AdSense แบบยั่งยืนเลยนะ! คิดดูสิคะ เวลาที่เราเล่าเรื่องได้น่าสนใจ คนอ่านก็จะใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์ของเรานานขึ้น (นี่แหละคือ Dwell Time ที่ Google ชอบมากๆ!) พอคนอยู่นานๆ Google ก็จะมองว่าคอนเทนต์ของเรามีคุณภาพและตอบโจทย์ผู้อ่าน ทำให้บล็อกของเราติดอันดับสูงขึ้นไงคะ ส่วนเรื่อง AdSense ก็เหมือนกันค่ะ เมื่อคนอ่านรู้สึกผูกพันและเชื่อใจเรา พวกเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะคลิกโฆษณาที่เราแนะนำ (CTR ก็จะสูงขึ้นตาม) หรืออย่างน้อยก็เห็นโฆษณาของเรานานขึ้น ซึ่งส่งผลต่อรายได้โดยตรงเลยนะ ฉันเคยมีประสบการณ์ตรงเลยค่ะ โพสต์ที่ฉันตั้งใจเล่าเรื่องราวส่วนตัวผสมกับรีวิวสินค้าแบบจริงใจ มักจะมีคนเข้ามาอ่านเยอะมาก แชร์เยอะ และอยู่กับหน้านั้นนานกว่าโพสต์ที่เน้นข้อมูลอย่างเดียว ผลลัพธ์คือ ทั้งยอดวิว SEO และรายได้จาก AdSense พุ่งขึ้นแบบที่คาดไม่ถึงเลยค่ะ!
ลองเอาเทคนิคนี้ไปใช้ดูนะคะ!






