สวัสดีค่ะทุกคน! 😊 วันนี้พิมมีเรื่องที่อยากจะเม้าท์มอยด้วยมากๆ เลยค่ะ คือช่วงนี้พิมสังเกตเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่ระดับโลก องค์กรเพื่อสังคม หรือแม้แต่โครงการพัฒนาต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สิ่งหนึ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญสุดๆ ก็คือ ‘การเล่าเรื่อง’ นี่แหละค่ะ!
บอกตามตรงว่าพิมเองก็ทึ่งทุกครั้งที่ได้เห็นพลังของเรื่องราวที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้าหากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นอะไรที่เหนือกว่าแค่การสื่อสาร แต่เป็นการสร้างความรู้สึกร่วมและแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นจริงๆ ค่ะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นไปหมดแบบนี้ การจะทำให้คนหยุดสนใจอะไรสักอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ?
แต่เรื่องราวที่จริงใจและมีแก่นนี่แหละค่ะ ที่ช่วยสร้างความผูกพันและความน่าเชื่อถือได้อย่างมหาศาล และนี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หลายๆ โครงการระดับโลกก้าวข้ามกำแพงภาษาและวัฒนธรรมไปได้สวยงามมากๆ เลยค่ะ จากประสบการณ์ที่พิมได้เห็นมา การถ่ายทอดประสบการณ์ตรงและความรู้สึกนี่แหละที่ทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวาและเข้าถึงใจคนได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ถ้าอยากรู้ว่านักเล่าเรื่องระดับโลกเขาใช้เทคนิคอะไรถึงทำให้โปรเจกต์ใหญ่ๆ ปังได้ขนาดนี้ เราจะมาเจาะลึกไปพร้อมๆ กันในบทความนี้เลยค่ะ!
เรื่องเล่าไม่ได้มีแค่ในนิยาย: มันคือชีวิตจริงที่สร้างแบรนด์

ที่มาที่ไปของแบรนด์: หัวใจที่คนอยากรู้
ทุกคนคะ พิมเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่ระดับโลกที่เราเห็นโฆษณาตามทีวี หรือแม้แต่ร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักๆ แถวบ้านเราเนี่ย เบื้องหลังความสำเร็จของเขาไม่ได้มาจากแค่สินค้าดีมีคุณภาพอย่างเดียวหรอกค่ะ แต่มาจาก ‘เรื่องราว’ ที่ซ่อนอยู่ต่างหาก!
พิมเองก็รู้สึกแบบนั้นเลยนะเวลาที่เราได้ยินเรื่องราวเบื้องหลังของการก่อตั้งแบรนด์ แรงบันดาลใจของเจ้าของ หรือแม้กระทั่งความยากลำบากที่กว่าจะมาเป็นสินค้าที่เราเห็นในวันนี้ มันทำให้เรารู้สึกผูกพันกับแบรนด์นั้นๆ มากขึ้นเป็นกองเลยใช่ไหมล่ะคะ ไม่ใช่แค่การซื้อขาย แต่เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของพวกเขาจริงๆ อย่างพิมเองก็ชอบตามอ่านเรื่องราวของแบรนด์ผ้าไทยที่เขาลุกขึ้นมาพลิกโฉมผ้าไหมให้ทันสมัย มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่มันคือเรื่องของชุมชน ชีวิตของช่างทอผ้า ความตั้งใจที่อยากจะรักษาศิลปะแบบไทยๆ เอาไว้ พอได้รู้แบบนี้แล้ว เราก็ยิ่งอยากจะสนับสนุน อยากจะบอกต่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยกัน เหมือนกับว่าเรากำลังช่วยให้เรื่องราวดีๆ เหล่านี้ยังคงอยู่และเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ เลยล่ะค่ะ
เปลี่ยนลูกค้าขาจรเป็นลูกค้าขาประจำด้วยเรื่องราว
ลองนึกดูนะคะ ถ้าเราเดินเข้าร้านแล้วเจอแค่ป้ายราคา มีแต่คำอธิบายสรรพคุณสินค้า เราก็อาจจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ แต่ถ้ามีคนมาเล่าเรื่องราวให้ฟังล่ะ? อย่างเช่น ร้านขนมไทยโบราณที่พิมเคยไป คุณป้าเจ้าของร้านเล่าว่าขนมนี้เป็นสูตรตกทอดมาจากคุณทวด ทำตั้งแต่เด็กๆ ทุกขั้นตอนยังคงใช้มือทำเหมือนเดิมทุกอย่าง เพื่อรักษารสชาติและความทรงจำเอาไว้ พิมฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจมากเลยค่ะ มันไม่ใช่แค่ขนมธรรมดา แต่มันคือเรื่องราว คือมรดกที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น และทันทีที่พิมได้ชิม พิมก็รู้สึกได้ถึงความใส่ใจในทุกคำเลยจริงๆ จากลูกค้าขาจรที่แค่เดินผ่าน พิมก็กลายเป็นลูกค้าประจำไปเลยค่ะ แล้วพิมก็เชื่อว่าคนไทยเราเนี่ย ให้ความสำคัญกับความรู้สึก ความจริงใจ และเรื่องราวเบื้องหลังมากๆ เลยนะ ยิ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงคุณค่า อัตลักษณ์ และจุดยืนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ยิ่งทำให้ลูกค้าอย่างเราเข้าใจและผูกพันกับแบรนด์นั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้ง จนกลายมาเป็นลูกค้าที่ภักดีและอยากบอกต่อให้กับคนรอบข้างได้มาสัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ด้วยกัน มันเป็นพลังของการเล่าเรื่องที่ทำให้แบรนด์มีชีวิตและอยู่ในใจเราไปอีกนานแสนนานเลยค่ะ
ทำไมเรื่องราวถึงสำคัญในยุคดิจิทัลที่คนไทยชอบช้อปออนไลน์
คอนเทนต์ล้นโลก: จะทำยังไงให้คนหยุดอ่าน?
ยุคนี้เนี่ย พิมว่าใครๆ ก็ประสบปัญหากับ ‘ข้อมูลท่วมท้น’ กันใช่ไหมคะ? เลื่อนฟีดไปกี่นาที ก็เจอคอนเทนต์เป็นร้อยเป็นพัน! การจะทำให้ใครสักคนหยุดนิ้วแล้วตั้งใจอ่านอะไรที่เราโพสต์เนี่ย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ค่ะ ยิ่งคนไทยเราเป็นแชมป์โลกในการช้อปปิ้งออนไลน์ด้วยแล้ว การแข่งขันในตลาดดิจิทัลนี่ดุเดือดสุดๆ ไปเลยนะคะ พิมเคยลองสังเกตตัวเองเวลาไถฟีดนะ ถ้าเจอแต่โฆษณาตรงๆ ที่บอกแค่ว่า “ลดราคา!” หรือ “ซื้อเลย!” พิมก็จะปัดผ่านไปแบบไม่ลังเลเลยค่ะ แต่ถ้าเจอคอนเทนต์ที่เล่าเรื่องราวอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ดึงดูดความรู้สึก หรือทำให้เราเห็นภาพตามได้ พิมจะหยุดดูทันทีเลย แล้วก็ใช้เวลาอยู่กับมันนานขึ้นด้วยซ้ำ นี่แหละค่ะ คือพลังของ Storytelling ที่ทำให้คอนเทนต์ของเราโดดเด่นออกมาจากกองข้อมูลมหาศาล เพราะเรื่องราวที่จริงใจและมีแก่นนี่แหละที่ช่วยสร้างความผูกพันและความน่าเชื่อถือได้อย่างมหาศาล มันเหมือนเป็นการสร้าง ‘แม่เหล็ก’ ที่คอยดึงดูดความสนใจของผู้คนให้เข้ามาหาเราแบบที่พวกเขาไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดเลยแม้แต่น้อย
สร้างความผูกพัน ไม่ใช่แค่การขายตรง
พิมรู้สึกว่าหัวใจของการตลาดในยุคนี้ไม่ใช่แค่การตะโกนให้ดังที่สุด แต่เป็นการเล่าเรื่องให้ดีที่สุดต่างหากค่ะ เพราะผู้บริโภคสมัยนี้ไม่ได้ต้องการแค่สินค้าและบริการ แต่ต้องการประสบการณ์และเรื่องราวที่พวกเขาสามารถเชื่อมโยงได้ การเล่าเรื่องราวของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้จริง หรือแม้แต่ความท้าทายที่แบรนด์ต้องฝ่าฟันมาเนี่ย มันช่วยสร้างความรู้สึกร่วมและทำให้แบรนด์ไม่ใช่แค่ “ผู้ขาย” แต่เป็น “เพื่อน” หรือ “แรงบันดาลใจ” ให้กับลูกค้าได้เลยนะ พิมเองก็ชอบนะเวลาที่แบรนด์ต่างๆ ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การขายอย่างเดียว แต่เล่าเรื่องราวที่ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา เช่น แบรนด์ที่เล่าเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรไทย หรือการนำวัตถุดิบพื้นบ้านมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มันทำให้พิมรู้สึกว่าได้ซื้อมากกว่าแค่ของ แต่ได้ซื้อเรื่องราวและคุณค่าดีๆ กลับไปด้วย การตลาดแบบนี้แหละค่ะที่ช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มพลังในการสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำและรักได้ในระยะยาว
เทคนิคสร้างเรื่องเล่าให้ ‘อิน’ และ ‘โดนใจ’ คนไทย
หา Insight ให้เจอ: รู้ใจคนฟัง
จากประสบการณ์ที่พิมทำบล็อกมานาน พิมบอกเลยว่าการจะเล่าเรื่องให้คนไทย ‘อิน’ และ ‘โดนใจ’ เนี่ย เราต้องรู้จักคนฟังของเราให้ลึกซึ้งมากๆ เลยค่ะ! เหมือนกับที่เราจะเล่าเรื่องตลกให้เพื่อนฟัง เราก็ต้องรู้ว่าเพื่อนคนไหนชอบมุกแบบไหนใช่ไหมคะ ในการทำคอนเทนต์ก็เหมือนกันค่ะ เราต้องเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเขาสนใจอะไร มีปัญหาอะไร กำลังมองหาอะไรเป็นพิเศษ พิมเองจะชอบสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้างมากๆ ค่ะ เวลาเพื่อนๆ มาปรึกษาเรื่องอะไร หรือเวลาเห็นคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย พิมก็จะเก็บมาคิดเลยว่า “เอ๊ะ เรื่องแบบนี้คนเขาสนใจกันนี่นา” แล้วก็นำมาปรับใช้กับการเล่าเรื่องของเรา อย่างเวลาพิมเล่าเรื่องท่องเที่ยว พิมก็จะเน้นมุมที่คนไทยชอบ เช่น สถานที่ถ่ายรูปสวยๆ ร้านอาหารอร่อยๆ ที่ราคาไม่แพง หรือทริคการเดินทางที่ประหยัดงบ เพราะพิมรู้ว่าคนไทยเราส่วนใหญ่ชอบอะไรที่คุ้มค่าและมีมุมสวยๆ ให้เก็บภาพประทับใจ การเล่าเรื่องแบบ ‘Relatable Storytelling’ ที่แบรนด์ใหญ่ๆ เขาก็ใช้กันเนี่ย คือการพูดเรื่องที่คนฟังเขารู้สึกว่า “ใช่เลย!
นี่มันเรื่องของฉันชัดๆ” แล้วแบบนี้แหละค่ะที่คอนเทนต์ของเราจะกลายเป็นไวรัลได้ไม่ยาก
สร้าง Hook Message ที่สะกดใจ
พอเรารู้ใจคนฟังแล้ว สิ่งต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือ ‘Hook Message’ ค่ะ หรือก็คือประโยคเด็ดแรกที่จะดึงดูดให้คนหยุดอ่าน หยุดดู แล้วอยากรู้เรื่องราวของเราต่อ พิมเคยอ่านเจอมาว่า หัวข้อหรือ Topic เนี่ยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในทุกๆ งานเขียนเสมอเลยนะ พิมก็ชอบนะเวลาที่เจอหัวข้อที่มันดูมีพลัง สะกิดใจ หรือใช้คำที่เรารู้สึกว่า “พลาดแล้วจะเสียใจนะ!” แบบนั้นเลยค่ะ อย่างพิมเองเวลาคิดหัวข้อบล็อก พิมก็จะพยายามใช้คำถามชวนคิด คำที่ทำให้คนอยากรู้ต่อ เช่น “เปิดกรุ 5 ทริคเที่ยวประหยัดที่ใครๆ ก็ทำได้!” หรือ “กว่าจะเป็นวันนี้: เรื่องเล่าจากร้านเล็กๆ ที่พลิกชีวิต” คือเราต้องทำให้คนรู้สึกว่าคอนเทนต์นี้มีประโยชน์กับเขาโดยตรง หรือมีเรื่องราวที่น่าติดตามจริงๆ แล้วอย่าลืมนะคะว่า การใช้ภาพประกอบที่สวยงามและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาก็เป็นอีกหนึ่งไม้เด็ดที่ช่วยสะกดสายตาได้ดีเยี่ยมเลย เพราะคนไทยเราชอบอะไรที่สวยงาม ดูแล้วสบายตาอยู่แล้ว ยิ่งภาพดี เรื่องราวโดนใจ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ของเราปังได้ง่ายขึ้นไปอีกค่ะ
| องค์ประกอบหลัก | ความสำคัญกับการเล่าเรื่อง | ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน (แบบพิมนะ!) |
|---|---|---|
| ตัวละครที่จับต้องได้ | ทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงและอินกับเรื่องราว เหมือนมีคนรู้จักมาเล่าให้ฟัง | คุณป้าหน้าปากซอยที่เล่าเรื่องการทำขนมไทยตั้งแต่เด็กๆ |
| ความขัดแย้งหรือปัญหา | สร้างความน่าติดตาม กระตุ้นให้คนอยากรู้ว่าจะแก้ไขยังไง | ปัญหาที่พิมเคยเจอตอนไปเที่ยวคนเดียวแล้วหลงทางในตลาด |
| การแก้ไขปัญหา (Hero’s Journey) | ให้ความหวังและแรงบันดาลใจ แสดงให้เห็นว่าอุปสรรคแก้ไขได้ | วิธีที่พิมใช้แอปแปลภาษาช่วยชีวิตจนเจอทางออก |
| อารมณ์ความรู้สึก | คือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวา ติดอยู่ในใจคนได้นาน | ความรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ หรือแม้แต่ความหงุดหงิดเล็กๆ น้อยๆ |
จากประสบการณ์ตรง: เล่าเรื่องยังไงให้แบรนด์เล็กก็ปังได้
งบไม่เยอะ ก็สร้างเรื่องราวใหญ่ๆ ได้
หลายคนอาจจะคิดว่า “โอ๊ย…แบรนด์เราเล็กนิดเดียว งบก็จำกัด จะไปเล่าเรื่องราวใหญ่ๆ เหมือนแบรนด์ดังๆ ได้ยังไง” พิมบอกเลยค่ะว่าไม่ต้องกังวล! จากประสบการณ์ที่พิมเห็นมาด้วยตาตัวเองนะ มีแบรนด์ไทยเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งจากการเล่าเรื่องราวที่จริงใจและเป็นธรรมชาติมากๆ เลยค่ะ อย่างแบรนด์กราโนล่าเจ้าหนึ่งที่พิมเคยติดตาม เขาเล่าเรื่องราวการก่อตั้งแบรนด์ การฝ่าฟันอุปสรรค ความรู้สึกจริงใจที่อยากให้คนได้กินของดีๆ คือเขาไม่ได้เน้นภาพสวยเวอร์วังอะไรมาก แต่เน้นความจริงใจที่ออกมาจากใจจริงๆ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ไปแตะใจผู้บริโภคจนกลายเป็นแบรนด์ยอดนิยมในที่สุด พิมเองก็ชอบนะเวลาที่ได้เห็นคนธรรมดาๆ ที่มีความฝัน แล้วลงมือทำด้วยแพชชั่น เล่าเรื่องราวเหล่านั้นออกมาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง มันทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดและอยากจะสนับสนุนมากๆ เลยค่ะ เพราะงบไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไป แต่ความจริงใจและเรื่องราวที่มีคุณค่าต่างหากที่สำคัญกว่า
เป็นตัวของตัวเองนี่แหละ แรงดึงดูดขั้นสุด
พิมเชื่อมากๆ เลยว่าในยุคที่คอนเทนต์ล้นหลามแบบนี้ ‘ความเป็นตัวของตัวเอง’ นี่แหละคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด! เราไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นเหมือนใคร ไม่ต้องไปทำตามเทรนด์ที่ไม่ได้เป็นเรา แค่เราเป็นตัวของเราเอง เล่าเรื่องราวในมุมที่เราถนัด ด้วยสไตล์ของเราจริงๆ พิมเองก็รู้สึกแบบนี้นะ เวลาที่เราทำอะไรออกมาจากใจจริงๆ คนดูเขาสัมผัสได้ค่ะ เขาจะรู้สึกว่านี่คือ “ของจริง” ไม่ใช่การแสดง ไม่ใช่สคริปต์ที่ถูกเขียนขึ้นมา พอเป็นแบบนี้แล้ว การสร้างความน่าเชื่อถือมันก็จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ยิ่งเราเป็นตัวของตัวเองมากเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งอยากติดตาม อยากเข้ามาทำความรู้จักเรามากขึ้นเท่านั้น พิมว่าคนไทยเราชอบอะไรที่จริงใจ ไม่เสแสร้งนะ ยิ่งมีเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์และแตกต่าง ยิ่งดึงดูดใจมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้น อย่ากลัวที่จะเป็นตัวเองนะคะ ปล่อยให้เรื่องราวของเราได้เปล่งประกายออกมาอย่างเต็มที่เลย!
พลังของ Micro Influencer: เล่าเรื่องใกล้ตัว สร้างความน่าเชื่อถือ

ไม่ใช่แค่คนดัง แต่คือ ‘เพื่อนที่ไว้ใจได้’
ช่วงนี้พิมเห็นเลยว่าเทรนด์ของ Influencer Marketing เนี่ยกำลังมาแรงแบบสุดๆ ไปเลยนะคะ โดยเฉพาะกลุ่ม Micro และ Nano Influencer ที่มียอดผู้ติดตามไม่มากเท่าดารา แต่กลับมีอิทธิพลต่อผู้รับสารอย่างน่าทึ่งเลยค่ะ พิมรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้เนี่ย เหมือนเพื่อนสนิทของเราเลยนะ คือเวลาที่เพื่อนแนะนำอะไรให้ เราจะรู้สึกเชื่อและไว้ใจมากกว่าเวลาที่ดาราหรือคนดังระดับประเทศมาโฆษณาตรงๆ ใช่ไหมคะ เพราะ Micro Influencer เขามักจะเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์จริง รีวิวสินค้าแบบใช้เองจริงๆ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นกันเอง และดูจริงใจมากๆ ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าคำแนะนำเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เหมือนได้รับการบอกต่อจากคนที่เราคุ้นเคยและเชื่อใจได้จริงๆ เลยล่ะค่ะ พิมเองก็ยอมรับเลยนะว่าเวลาจะซื้ออะไรใหม่ๆ ก็มักจะดูรีวิวจาก Micro Influencer ที่พิมติดตามอยู่เสมอ เพราะรู้สึกว่าพวกเขาให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา ไม่ได้มีแต่ด้านดีอย่างเดียว ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
กลยุทธ์ที่ SME ต้องจับตามอง
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ในไทยอย่างเราๆ เนี่ย พิมมองว่าการทำงานร่วมกับ Micro Influencer เป็นกลยุทธ์ที่ ‘พลาดไม่ได้’ เลยค่ะ เพราะนอกจากจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการจ้าง Influencer ระดับ Megastar ที่มีค่าตัวสูงมากๆ อีกด้วยนะคะ พิมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าเล็กๆ เขาก็เล่าให้ฟังว่าพอได้ลองส่งเสื้อให้ Micro Influencer ที่ชอบแต่งตัวสไตล์ใกล้เคียงกับแบรนด์ของเขาไปรีวิวเนี่ย ยอดขายพุ่งกระฉูดเลยค่ะ!
เพราะผู้ติดตามของ Influencer เหล่านั้นก็เป็นกลุ่มคนที่สนใจเรื่องแฟชั่นในสไตล์เดียวกันอยู่แล้ว พอเห็นเพื่อนที่พวกเขาไว้ใจใส่แล้วดูดี ก็อยากจะซื้อตามเป็นเรื่องปกติเลย สิ่งสำคัญคือการเลือก Influencer ที่มีไลฟ์สไตล์และตัวตนที่สอดคล้องกับสินค้าและแบรนด์ของเราจริงๆ เพื่อให้การเล่าเรื่องดูเป็นธรรมชาติและเข้าถึงใจผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงนะคะ ลองหาดูเลยค่ะว่าใครในโลกออนไลน์ที่มีพลังในการบอกต่อและมีฐานผู้ติดตามที่ใช่กับแบรนด์ของเรา แล้วลองทาบทามไปร่วมงานดู รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเซอร์ไพรส์คุณแน่นอน!
ไม่ได้แค่ขายของ: เล่าเรื่องเพื่อสังคม สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน
เปลี่ยนโฆษณาเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ Storytelling ในเชิงธุรกิจที่เน้นการขาย แต่จริงๆ แล้ว เรื่องเล่ามีพลังมากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม พิมเคยดูภาพยนตร์โฆษณาเพื่อสังคมของไทยหลายเรื่องที่ประทับใจมากๆ เลยนะ คือเขาไม่ได้มาบอกตรงๆ ว่าต้องทำอะไร แต่ใช้เรื่องราวชีวิตของผู้คนจริงๆ มาถ่ายทอด ทำให้เราเกิดความรู้สึกร่วม เห็นอกเห็นใจ แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาเองว่า “เออ!
เราน่าจะทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคมบ้างนะ” อย่างโฆษณาที่เล่าเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ การให้โอกาสคนพิการ หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนี่ย มันทำให้เราได้รับแรงบันดาลใจ และอยากมีส่วนร่วมในการทำความดีมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ พิมว่านี่แหละคือสุดยอดของการเล่าเรื่อง ที่สามารถเปลี่ยนผู้ชมเฉยๆ ให้กลายเป็นผู้ที่ลงมือทำ หรือเปลี่ยนความคิดที่เคยมีให้เป็นความคิดที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าต่อส่วนรวมได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ
แบรนด์ที่มีหัวใจ: มากกว่ากำไรคือการแบ่งปัน
ในปัจจุบัน แบรนด์ที่มีหัวใจและแสดงจุดยืนในการทำเพื่อสังคมจะได้รับความชื่นชมและสนับสนุนจากผู้บริโภคเป็นอย่างมากเลยนะคะ พิมเองก็รู้สึกดีและอยากจะอุดหนุนแบรนด์ที่เขาไม่ได้มองแค่เรื่องกำไร แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ การเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่าแบรนด์ของเรามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมอย่างไร เช่น การซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย การสนับสนุนสินค้า OTOP หรือการนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคเพื่อการกุศลเนี่ย มันช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแบรนด์นั้นๆ พิมเชื่อว่าแบรนด์ที่สามารถผูกโยงเรื่องราวของธุรกิจเข้ากับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้อย่างแนบเนียน จะสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืนมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว คนเราไม่ได้อยากซื้อแค่สินค้า แต่เราอยากซื้อ ‘คุณค่า’ และ ‘ความรู้สึกดีๆ’ ที่มาพร้อมกับสินค้าชิ้นนั้นด้วยนั่นเอง
วัดผลยังไงให้รู้ว่าเรื่องเล่าของเรา ‘ปังจริง’
แค่ยอดไลก์ไม่พอ: ต้องวัดลึกถึง ‘ใจ’
พอเราตั้งใจสร้างสรรค์เรื่องราวดีๆ ออกมาแล้ว สิ่งที่เราอยากรู้ต่อมาก็คือ “แล้วเรื่องเล่าของเราเนี่ย มันปังจริงหรือเปล่านะ?” ใช่ไหมคะ พิมจะบอกว่าแค่ยอดไลก์เยอะๆ ยอดแชร์ถล่มทลายเนี่ย มันยังไม่พอหรอกค่ะ!
สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการที่เราต้อง “วัดลึกถึงใจ” ของผู้ฟังต่างหาก ลองสังเกตดูนะคะว่าใต้โพสต์ของเรามีคนเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวที่เราเล่ามากน้อยแค่ไหน พวกเขาพูดถึงอะไร รู้สึกยังไงกับเรื่องของเรา หรือมีการนำเรื่องราวของเราไปพูดถึงต่อในวงกว้างบ้างหรือเปล่า พิมเคยเจอคอมเมนต์นึงบอกว่า “อ่านเรื่องของพิมแล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่คิดว่าจะเจอคนที่มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน” แค่นี้ก็ทำให้พิมรู้สึกว่าเรื่องราวที่เราตั้งใจเล่าออกไปมันมีคุณค่ามากๆ แล้วค่ะ การที่คนฟังยอมสละเวลามาแสดงความคิดเห็น หรือบอกว่าเรื่องของเราไปโดนใจเขาตรงไหน นั่นแหละคือตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าตัวเลขใดๆ ทั้งปวงเลยค่ะ
เครื่องมือช่วยวัดผลที่คนทำคอนเทนต์ควรรู้
แน่นอนว่าการวัดผลจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอใช่ไหมคะ ในยุคดิจิทัลแบบนี้ เรามีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยให้เราวิเคราะห์ผลลัพธ์ของ Storytelling ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นค่ะ พิมเองก็ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ ที่ติดมากับแพลตฟอร์มที่เราใช้โพสต์เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Page Insights, YouTube Analytics หรือแม้แต่ Google Analytics สำหรับบล็อกของเรา สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น เช่น ยอดการเข้าถึง (Reach), ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ซึ่งรวมถึงไลก์ คอมเมนต์ แชร์ ไปจนถึงระยะเวลาที่คนดูวิดีโอหรืออ่านบทความของเรา บางทีพิมก็ใช้ Google Forms ทำแบบสอบถามง่ายๆ เพื่อเก็บ Feedback จากผู้อ่านโดยตรงด้วยนะคะ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องเล่าแบบไหนที่คนชอบ เรื่องไหนที่ต้องปรับปรุง หรือเนื้อหาแบบไหนที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะได้นำไปพัฒนาคอนเทนต์และเรื่องราวของเราให้ ‘ปัง’ ยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคตค่ะ เพราะการเรียนรู้และปรับปรุงอยู่เสมอคือกุญแจสู่ความสำเร็จในโลกของคอนเทนต์นะคะทุกคน!
글을마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน พิมเชื่อว่าเรื่องราวที่เราคุยกันวันนี้คงทำให้หลายๆ คนเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้วใช่ไหมคะว่า ‘การเล่าเรื่อง’ เนี่ยมันทรงพลังและไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาดที่ฉาบฉวยเลย แต่มันคือการสร้างความผูกพันที่จริงใจ การส่งต่อคุณค่า และการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนในใจของผู้คนอย่างแท้จริงค่ะ พิมเองก็ยังคงสนุกกับการค้นหาและแบ่งปันเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นะคะ เพราะพิมเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ในตัวเองเสมอค่ะ
ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของแบรนด์เล็กๆ หรือกำลังเริ่มต้นสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ อย่ากลัวที่จะหยิบเรื่องราวของคุณขึ้นมาเล่าให้คนอื่นๆ ได้ฟังนะคะ เพราะบางที เรื่องเล่าเล็กๆ ของคุณนั่นแหละค่ะ ที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงใจกับใครอีกหลายคนได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ จำไว้นะคะว่าความจริงใจคือหัวใจสำคัญที่สุดเสมอค่ะ!
알아두면 쓸모 있는 정보
1. เน้น Storytelling ที่จริงใจและเข้าถึงใจคนไทย: ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น การเล่าเรื่องที่มาจากใจจริงและสะท้อนถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม หรือค่านิยมของคนไทย จะช่วยให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นและสร้างความผูกพันกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลึกซึ้งค่ะ ลองนึกถึงเรื่องราวความพยายาม การก้าวข้ามอุปสรรค หรือแรงบันดาลใจเบื้องหลังสินค้าและบริการของคุณที่สามารถทำให้คนไทยรู้สึกร่วมและจดจำได้ อย่างที่พิมสังเกตเห็นว่าคนไทยเราชอบอะไรที่จับต้องได้และมีความรู้สึกค่ะ ไม่ใช่แค่การบอกว่าสินค้าเราดีอย่างไร แต่ต้องบอกว่ามันเข้ามาเปลี่ยนชีวิตหรือสร้างความสุขให้ใครได้อย่างไรต่างหากค่ะ การเข้าใจ ‘Insight’ หรือความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคไทย จะทำให้เรื่องเล่าของเราตรงใจและ ‘โดน’ มากกว่าแค่ ‘ได้ยิน’ เฉยๆ
2. ให้ความสำคัญกับ E-E-A-T ในทุกคอนเทนต์: Google ย้ำมาตลอดว่าหลักการ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) เป็นสิ่งสำคัญในการจัดอันดับคุณภาพของเว็บไซต์และคอนเทนต์ โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ AI และ SGE (Search Generative Experience) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การที่เราเขียนคอนเทนต์จากประสบการณ์ตรง มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และสร้างความไว้วางใจให้กับผู้อ่าน จะทำให้ Google มองว่าคอนเทนต์ของเรามีคุณภาพและมีโอกาสถูกนำไปแสดงผลในอันดับต้นๆ ได้ง่ายขึ้น พิมเองก็พยายามใช้ประสบการณ์ตรงในการทำบล็อกมาเล่าสู่กันฟังเสมอ เพื่อให้ผู้อ่านมั่นใจว่าสิ่งที่พิมเขียนมีที่มาที่ไปและเป็นประโยชน์จริงๆ ค่ะ การใส่ชื่อผู้เขียน ตำแหน่ง หรือลิงก์ไปยังโปรไฟล์ที่แสดงความเชี่ยวชาญก็ช่วยได้มากเลยนะคะ
3. ใช้ประโยชน์จาก Micro Influencer และ Social Commerce: เทรนด์ปี 2025 ชี้ชัดว่า Micro Influencer (ผู้ที่มีผู้ติดตามหลักพันถึงหลักหมื่น) มีอิทธิพลอย่างมากในการตัดสินใจซื้อของคนไทย เพราะพวกเขามักจะดูน่าเชื่อถือและเข้าถึงได้เหมือนเพื่อนที่แนะนำสิ่งดีๆ ให้กัน สำหรับธุรกิจ SME การร่วมงานกับ Micro Influencer ที่มีกลุ่มเป้าหมายตรงกับแบรนด์ของเราจะช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างการรับรู้ได้อย่างคุ้มค่ากว่าการทุ่มงบกับ Megastar เพียงอย่างเดียวค่ะ นอกจากนี้ Social Commerce อย่าง TikTok, Facebook และ LINE ยังคงเป็นช่องทางหลักที่คนไทยนิยมช้อปปิ้งและค้นหาแบรนด์ใหม่ๆ การผสานการเล่าเรื่องของแบรนด์เข้ากับการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ในช่องทางเหล่านี้ จะช่วยสร้างการเติบโตที่ไม่ธรรมดาเลยล่ะค่ะ
4. ปรับ SEO ให้เข้ากับยุค AI และ SGE: การทำ SEO ในปี 2025 ไม่ได้เป็นแค่การยัดคีย์เวิร์ดอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่เป็นการสร้างคอนเทนต์ที่ตอบคำถามของผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด ชัดเจน และมีข้อมูลเชิงลึกที่ AI (โดยเฉพาะ SGE ของ Google) สามารถสรุปและนำไปแสดงผลได้ สิ่งสำคัญคือการเขียนเนื้อหาที่มี ‘ประสบการณ์จริง’ หรือ ‘กรณีศึกษา’ ซึ่ง AI ยังลอกเลียนแบบได้ยาก นอกจากนี้ การจัดโครงสร้างบทความให้เป็นระเบียบ ใช้หัวข้อที่ชัดเจน (H1, H2, H3) และการปรับแต่งทางเทคนิคของเว็บไซต์ เช่น ความเร็วในการโหลด การรองรับมือถือ (Mobile-First) ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในผลการค้นหา
5. สร้างรายได้จากบล็อกอย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย: การสร้างรายได้จากบล็อกไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Google AdSense เท่านั้นค่ะ ในปี 2025 เรามีช่องทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตลาดแบบ Affiliate (แนะนำสินค้าแล้วได้ค่าคอมมิชชั่น), การรับ Sponsored Posts (เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการโดยมีค่าตอบแทน), การขายสินค้าของตัวเอง (ทั้งสินค้าจริงและดิจิทัล), การเปิดคอร์สเรียนหรือให้คำปรึกษาในเรื่องที่เราเชี่ยวชาญ พิมแนะนำให้เน้นการสร้างคุณค่าและผู้ติดตามที่เหนียวแน่นก่อนค่ะ เพราะเมื่อเรามีฐานแฟนคลับที่เชื่อใจ รายได้ก็จะตามมาเองอย่างยั่งยืนจากการเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายของเรานั่นเองค่ะ
สำคัญ 사항 정리
การเล่าเรื่องราวที่จริงใจและมีคุณค่าคือหัวใจสำคัญในการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนและเข้าถึงใจคนไทยในยุคดิจิทัล การทำความเข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกของผู้บริโภคไทยเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคอนเทนต์ที่ ‘อิน’ และ ‘โดนใจ’
การปรับตัวตามเทรนด์การตลาดดิจิทัลปี 2025 โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับหลักการ E-E-A-T และการปรับ SEO ให้เข้ากับยุค AI และ SGE จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคอนเทนต์ของเราบน Google
การใช้ประโยชน์จาก Micro Influencer และแพลตฟอร์ม Social Commerce อย่างเหมาะสม จะเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจทุกขนาดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและขับเคลื่อนยอดขาย
สุดท้ายนี้ การสร้างรายได้จากบล็อกไม่ใช่แค่การติดโฆษณา แต่เป็นการวางแผนกลยุทธ์ที่หลากหลาย โดยเน้นการสร้างคุณค่าและชุมชนที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บล็อกของเราเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: การเล่าเรื่องสำหรับโปรเจกต์ระดับโลกนี่คืออะไรกันแน่คะ? มันต่างจากการเล่าเรื่องทั่วไปยังไง?
ตอบ: โอ้โห! เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะทุกคน! คือจริงๆ แล้วการเล่าเรื่องสำหรับโปรเจกต์ระดับโลกเนี่ย มันไม่ใช่แค่การบอกเล่าข้อเท็จจริง หรือข้อมูลตัวเลขแห้งๆ นะคะ แต่มันคือการร้อยเรียงเรื่องราวที่มี ‘หัวใจ’ มี ‘แก่นสาร’ และสามารถสร้าง ‘ความรู้สึกร่วม’ ให้กับผู้คนในหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างมหัศจรรย์เลยค่ะ จากที่พิมได้สัมผัสมาและเคยมีโอกาสเห็นตัวอย่างของโครงการระดับโลกที่ประสบความสำเร็จมากๆ หลายโครงการเลยเนี่ย สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเขาโดดเด่นออกมาคือการที่เขาสามารถถ่ายทอด ‘คุณค่า’ และ ‘แรงบันดาลใจ’ ออกไปได้ไกลกว่าแค่พรมแดนประเทศค่ะ พวกเขาไม่ได้แค่บอกว่า “เรากำลังทำอะไร” แต่เขาบอกว่า “ทำไมเราถึงทำ” และ “มันส่งผลกระทบที่ดีต่อใครบ้าง” ด้วยความรู้สึกที่จริงใจและเป็นมนุษย์มากๆ เลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เขาก็จะเล่าเรื่องของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง พร้อมภาพประกอบที่สะเทือนใจ แทนที่จะนำเสนอแค่สถิติตัวเลขการขาดแคลนน้ำอย่างเดียวนะคะ ซึ่งพิมรู้สึกเลยว่ามันเข้าถึงใจคนมากกว่าเยอะจริงๆ ค่ะ!
ถาม: ทำไมการเล่าเรื่องถึงมีพลังมากในการเชื่อมโยงคนข้ามวัฒนธรรมและภาษาได้คะ? มันมีเคล็ดลับอะไรอยู่เบื้องหลัง?
ตอบ: เรื่องนี้พิมบอกได้เลยค่ะว่ามันคือ ‘พลังแห่งความรู้สึกร่วม’ และ ‘การเข้าถึงความเป็นมนุษย์’ ของเราทุกคนนี่แหละค่ะ! ไม่ว่าเราจะมาจากประเทศไหน พูดภาษาอะไร หรือมีวัฒนธรรมแบบไหน สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนมีเหมือนกันก็คือ ‘อารมณ์ความรู้สึก’ พื้นฐานค่ะ ทั้งความสุข ความเศร้า ความหวัง ความกลัว เรื่องราวดีๆ มันมีพลังในการดึงอารมณ์เหล่านี้ออกมา ทำให้เราเข้าใจและเห็นอกเห็นใจตัวละครในเรื่องได้ แม้ว่าเราจะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนั้นด้วยตัวเองมาก่อนเลยก็ตามค่ะ พิมเคยดูสารคดีเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือเด็กๆ ในประเทศที่ห่างไกลนะคะ คือแม้ว่าพิมจะไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นเลย แต่การที่เขาเล่าเรื่องผ่านแววตาของเด็กๆ รอยยิ้มของอาสาสมัคร หรือความพยายามของผู้คนที่ทำงานอย่างหนัก มันทำให้พิมรู้สึกผูกพันและอยากสนับสนุนมากๆ เลยค่ะ เพราะฉะนั้น เคล็ดลับก็คือการหา ‘จุดร่วม’ ที่เป็นสากลในความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน แล้วเล่าเรื่องจากจุดนั้นค่ะ มันจะช่วยทะลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรมไปได้โดยปริยายเลย!
ถาม: แล้วถ้าเราเป็นแค่คนธรรมดา หรือมีโปรเจกต์เล็กๆ จะสามารถเอาเทคนิคการเล่าเรื่องระดับโลกมาปรับใช้ให้ปังได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: ได้สิคะ! ทำได้แน่นอนเลยค่ะ! พิมอยากจะบอกว่าไม่ต้องเป็นโปรเจกต์ใหญ่โตระดับโลกก็สามารถใช้พลังของการเล่าเรื่องได้ปังไม่แพ้กันเลยนะคะ!
เคล็ดลับที่พิมอยากจะแนะนำเลยคือ ‘ความจริงใจ’ และ ‘การลงมือทำจริง’ ค่ะ
- เริ่มจากเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว: ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แต่ลองมองหาเรื่องราวที่มีคุณค่าจากสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่จริงๆ ค่ะ อาจจะเป็นเรื่องราวเบื้องหลังการทำงาน ความทุ่มเทของคุณ หรือผลลัพธ์เล็กๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับใครบางคน พิมเคยเห็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวคนหนึ่ง เขาเล่าเรื่องการเดินทางไปในชนบทของไทย ไม่ได้เน้นแค่รูปสวยๆ แต่เล่าถึงมิตรภาพที่ได้จากชาวบ้าน และการได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งมันเข้าถึงใจคนดูมากๆ เลยค่ะ
- ใช้ภาษาที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง: ลองเล่าในแบบที่คุณคุยกับเพื่อนสนิทดูสิคะ!
ใส่ความรู้สึกส่วนตัวลงไปบ้าง ใช้คำพูดที่เป็นธรรมชาติ การเขียนแบบนี้จะทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนได้คุยกับคุณจริงๆ และอยากติดตามเรื่องราวของคุณต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ - เน้นที่ ‘คน’ และ ‘ผลกระทบ’: ไม่ว่าโปรเจกต์ของคุณจะเกี่ยวกับอะไร พยายามเชื่อมโยงเรื่องราวของคุณเข้ากับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเอง ทีมงาน หรือคนที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่คุณทำ ลองเล่าถึง ‘ความรู้สึก’ และ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่เกิดขึ้น จะทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวาและจับต้องได้มากขึ้นค่ะ
- แสดงให้เห็น ไม่ใช่แค่บอก: อันนี้สำคัญมากๆ เลยนะคะ!
แทนที่จะบอกว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราดีที่สุด” ลองเล่าเรื่องราวของลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างไร หรือแสดงภาพการทำงานเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ พิมว่ามันทรงพลังกว่าคำโฆษณาเป็นร้อยเท่าเลยค่ะ!
จำไว้นะคะว่าเรื่องราวที่จริงใจและมาจากประสบการณ์ตรงของเราเองนี่แหละค่ะ คือสิ่งที่มีพลังที่สุดในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสิ่งที่เราทำค่ะ พิมเชื่อว่าทุกคนก็มีเรื่องราวดีๆ เป็นของตัวเองที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้แน่นอนค่ะ ลองเอาเคล็ดลับที่พิมเล่าไปปรับใช้กันดูนะคะ แล้วมาเม้าท์มอยกันว่าได้ผลเป็นยังไงบ้าง!
😊






