สวัสดีค่ะทุกคน! บล็อกนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมเรื่องราวที่อยากแชร์จากประสบการณ์ตรง ที่เชื่อว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่กำลังคิดอยาก “เปลี่ยนสายงาน” ได้อย่างแน่นอนค่ะ หลายคนอาจจะเคยรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้มันไม่ตอบโจทย์ความสุข หรือรู้สึกหมดไฟไปดื้อๆ ใช่ไหมคะ?
บางทีมันอาจจะถึงเวลาที่เราต้องก้าวออกจาก Comfort Zone แล้วลองทำในสิ่งที่ใจเราเรียกร้องจริงๆ เหมือนกับที่ฉันเองก็ได้ลองเปลี่ยนเส้นทางจากงานเดิมๆ มาสู่การเป็น “นักเล่าเรื่อง” อย่างเต็มตัวนี่แหละค่ะ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะกับการตัดสินใจครั้งใหญ่แบบนี้ แต่พอมองย้อนกลับไป มันเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตเลยค่ะ อยากรู้ไหมคะว่าเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และเราจะเตรียมตัวยังไงให้การเปลี่ยนสายงานประสบความสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจ วันนี้ฉันมีเคล็ดลับดีๆ มาฝากทุกคนเลยค่ะ เพราะฉันเองก็ได้ลองผิดลองถูกมาเยอะพอสมควรเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ และบอกเลยว่าการเป็นนักเล่าเรื่องในยุคนี้มันมีอะไรมากกว่าที่เราคิดเยอะเลยค่ะ ทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาไม่หยุดหย่อน รับรองว่าอ่านจบแล้วทุกคนจะมีกำลังใจและเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนสายงานไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะเอาล่ะค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นยังไงบ้าง และจะมีอะไรให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันบ้าง จะบอกให้หมดเปลือกเลยว่าต้องเริ่มจากตรงไหน เตรียมตัวยังไง และที่สำคัญคือจะทำยังไงให้เรามีพลังบวกและก้าวข้ามทุกอุปสรรคไปได้อย่างมั่นใจ มาค่ะ!
เรามาค้นหาคำตอบเพื่อสร้างเส้นทางอาชีพใหม่ที่ใช่สำหรับคุณไปพร้อมๆ กันในบทความนี้กันค่ะ
ค้นหาเสียงของตัวเอง: ก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลง

สำรวจความสนใจและ Passion ที่แท้จริง
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ! ก่อนที่เราจะพูดถึงการเปลี่ยนสายงานไปสู่บทบาทใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเล่าเรื่องหรืออะไรก็ตาม ฉันอยากจะชวนทุกคนมานั่งคุยกันเรื่องสำคัญที่สุดก่อนเลย นั่นคือการ “ค้นหาเสียงของตัวเอง” ค่ะ หลายคนอาจจะเคยรู้สึกเหมือนฉันใช่ไหมคะ ว่าบางทีเราก็ใช้ชีวิตไปตามกระแส ทำตามที่คนอื่นบอกว่าดี หรือทำตามความคาดหวังของสังคม จนบางทีเราก็ลืมไปว่าจริงๆ แล้วตัวเราเองมีความสุขกับอะไร อยากทำอะไรกันแน่ การเป็นนักเล่าเรื่องไม่ได้หมายถึงแค่การเขียนเก่ง พูดเก่ง หรือทำคอนเทนต์ได้น่าสนใจเท่านั้น แต่มันคือการที่เราได้หยิบเอาเรื่องราวที่เราสนใจอย่างสุดหัวใจ ความรู้ที่เราสะสมมา หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ชีวิตที่เราเผชิญมา มาถ่ายทอดให้คนอื่นฟังอย่างมีคุณค่าและเป็นแรงบันดาลใจได้ค่ะ ตอนที่ฉันตัดสินใจจะเปลี่ยนสายงานครั้งใหญ่ ฉันใช้เวลาค่อนข้างนานเลยนะในการนั่งทบทวนและตกตะกอนว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวาเวลาได้ทำจริงๆ มันคือการได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ได้ให้กำลังใจผู้คน ได้เห็นว่าสิ่งที่เราถ่ายทอดออกไปมันสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ นั่นแหละค่ะคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบ “เสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ของฉันเอง ลองถามใจตัวเองดูนะคะว่าอะไรคือสิ่งที่คุณทำแล้วรู้สึกอินมากที่สุด ทำแล้วไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช่สำหรับเส้นทางใหม่ของคุณก็ได้ค่ะ อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะช้าไปหรือเปล่า หรือทำไม่ได้หรอก เพราะไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่หรอกนะ ฉันยืนยันเลย!
เปลี่ยนงานอดิเรกเป็นอาชีพ: จากความชอบสู่โอกาส
พอเรารู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจและมี Passion จริงๆ จังๆ ขั้นตอนต่อไปก็คือการมองหาลู่ทางที่จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นอาชีพที่เลี้ยงดูตัวเราได้ค่ะ สำหรับฉันแล้ว การเล่าเรื่องมันเริ่มต้นจากงานอดิเรกนี่แหละค่ะ คือการเขียนบล็อกเล็กๆ แชร์เรื่องราวชีวิตและสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะทำเป็นงานจริงจังอะไร แค่อยากบันทึกเรื่องราว อยากมีพื้นที่ให้ตัวเองได้พูดคุยกับเพื่อนๆ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนเข้ามาอ่าน มาคอมเมนต์ มาบอกว่าสิ่งที่ฉันเขียนมันมีประโยชน์นะ อ่านแล้วได้ข้อคิด นั่นแหละค่ะที่ทำให้ฉันเริ่มเห็นประกายของโอกาสที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เราชอบ บางทีสิ่งที่เรามองว่าเป็นแค่ “งานอดิเรก” มันอาจจะมีศักยภาพซ่อนอยู่มากกว่าที่เราคิดก็ได้นะคะ ลองคิดดูสิคะว่างานอดิเรกของคุณมีอะไรบ้างที่สามารถต่อยอดได้ เช่น ถ้าคุณชอบทำอาหาร คุณอาจจะเป็นนักเล่าเรื่องเกี่ยวกับสูตรอาหาร เรื่องราวเบื้องหลัง หรือวัฒนธรรมอาหาร ถ้าคุณชอบเดินทาง คุณก็อาจจะเป็นนักเล่าเรื่องการเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจและให้ข้อมูลการท่องเที่ยวที่เจาะลึกได้ สิ่งสำคัญคือการมองให้เห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่เราทำ และกล้าที่จะลองผิดลองถูกเพื่อหาทางเชื่อมโยงสิ่งที่เราชอบเข้ากับโอกาสในการสร้างรายได้ค่ะ อย่าเพิ่งปิดกั้นตัวเองด้วยความคิดที่ว่า “มันเป็นไปไม่ได้หรอก” เพราะโลกยุคนี้เปิดกว้างให้กับคนที่กล้าคิดนอกกรอบเสมอค่ะ ฉันเองก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้จริงๆ นะ และเป็นความสุขที่หาไม่ได้จากงานประจำเลยล่ะ
เตรียมพร้อมก่อนกระโดด: ทักษะและความรู้ที่จำเป็น
พัฒนาทักษะการเล่าเรื่องให้เฉียบคม
การจะก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นนักเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องของเราให้เฉียบคมอยู่เสมอค่ะ มันไม่ใช่แค่การพูดหรือเขียนให้เป็นประโยคเท่านั้นนะ แต่มันคือศิลปะของการดึงดูดความสนใจ การสร้างอารมณ์ร่วม และการส่งสารให้ถึงผู้ฟังอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดค่ะ ฉันเองก็ฝึกฝนมาเยอะมาก ทั้งจากการอ่านหนังสือ ดูคลิปวิดีโอของนักเล่าเรื่องเก่งๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ แล้วก็ลองนำมาปรับใช้กับสไตล์ของตัวเองค่ะ การฝึกเขียน ฝึกพูดหน้ากระจก หรือลองอัดเสียงตัวเองแล้วกลับมาฟังซ้ำๆ เพื่อหาจุดปรับปรุง มันช่วยได้เยอะจริงๆ นะคะ การเล่าเรื่องที่ดีต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีจุดเริ่มต้น จุดพีค และบทสรุปที่น่าจดจำ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โตเสมอไป เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะที่สามารถนำมาเล่าให้สนุกและมีข้อคิดได้ เพียงแค่เราต้องรู้จักที่จะ “มอง” เห็นคุณค่าในเรื่องราวเหล่านั้น และ “เลือก” วิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ ลองฝึกสังเกตคนรอบข้าง ดูว่าเขาสนใจอะไร เวลาเราพูดเรื่องอะไรแล้วเขาตั้งใจฟัง นั่นแหละค่ะคือสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังมาถูกทาง การพัฒนาทักษะนี้มันเหมือนการลับมีดให้คมอยู่เสมอ ยิ่งมีดคมเท่าไหร่ เราก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่น่าประทับใจได้มากขึ้นเท่านั้นค่ะ
เสริมสร้างความเข้าใจในเครื่องมือและแพลตฟอร์มต่างๆ
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การเป็นนักเล่าเรื่องไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเขียนหนังสือหรือพูดบนเวทีเท่านั้นนะคะ แต่เรามีเครื่องมือและแพลตฟอร์มมากมายให้เลือกใช้เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเราไปสู่ผู้คนค่ะ จากประสบการณ์ของฉัน การทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อก การทำวิดีโอลง YouTube การทำ Podcast หรือแม้แต่การสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram หรือ TikTok แต่ละแพลตฟอร์มก็มีลักษณะเฉพาะและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป ฉันเองก็ใช้เวลาเรียนรู้เยอะมากกับการลองผิดลองถูกในแต่ละแพลตฟอร์ม ว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรื่องราวที่ฉันอยากเล่าที่สุด และแบบไหนที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของฉันได้ดีที่สุดค่ะ การเรียนรู้โปรแกรมตัดต่อรูปภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรือแม้แต่การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นและจะช่วยเสริมให้เราเป็นนักเล่าเรื่องที่ครบเครื่องมากขึ้นค่ะ อย่ากลัวที่จะลองศึกษาและทดลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ นะคะ เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การที่เราพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ จะทำให้เราไม่ตกยุคและสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ ได้ตลอดเวลาเลยล่ะ
สร้างพื้นที่แสดงผลงาน: พอร์ตโฟลิโอคือนามบัตรของคุณ
เริ่มต้นจากงานเล็กๆ สร้างโปรไฟล์ให้โดดเด่น
พอเราเริ่มมีทักษะและความเข้าใจในเครื่องมือต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญถัดมาที่ฉันอยากจะแนะนำคือการ “สร้างพอร์ตโฟลิโอ” ของตัวเองค่ะ มันคือนามบัตรที่ทรงพลังที่สุดของเราในโลกของการเล่าเรื่องเลยนะ หลายคนอาจจะคิดว่าต้องมีผลงานใหญ่ๆ ก่อนถึงจะสร้างพอร์ตได้ แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยค่ะ เราสามารถเริ่มต้นจากงานเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นบล็อกส่วนตัวที่คุณเขียน โพสต์บนโซเชียลมีเดียที่คุณสร้างสรรค์ หรือแม้แต่วิดีโอสั้นๆ ที่คุณทำเล่นๆ ก็สามารถนำมารวมไว้ในพอร์ตโฟลิโอได้ค่ะ เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นถึงความสามารถ สไตล์ และเอกลักษณ์ในการเล่าเรื่องของคุณให้ชัดเจนที่สุด ตอนที่ฉันเริ่มต้น ฉันก็เริ่มจากบล็อกง่ายๆ นี่แหละค่ะ ค่อยๆ ใส่ผลงานที่คิดว่าดีที่สุดเข้าไป และพยายามทำให้มันดูเป็นมืออาชีพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะลองสร้างเว็บไซต์ฟรี ใช้แพลตฟอร์มอย่าง Medium หรือ Behance เพื่อรวบรวมผลงานก็ได้ค่ะ ที่สำคัญคือต้องมีผลงานที่หลากหลายประเภท เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถในการเล่าเรื่องได้หลายรูปแบบ การที่ใครๆ ก็สามารถเข้ามาดูผลงานของเราได้ง่ายๆ มันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกมองเห็นและได้รับการติดต่อจากผู้ที่สนใจได้เยอะเลยนะ อย่ารอให้เพอร์เฟกต์ค่อยลงมือทำนะคะ เริ่มตอนนี้เลยดีที่สุดค่ะ
การตลาดตัวเอง: บอกเล่าเรื่องราวของคุณให้โลกได้รับรู้
การสร้างพอร์ตโฟลิโอที่น่าสนใจเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือการ “ทำการตลาดให้ตัวเอง” ค่ะ เราต้องรู้จักที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเราให้โลกได้รับรู้ว่าเราเป็นใคร เราทำอะไรได้ และเรามีดีอะไรที่จะมาช่วยสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นได้ค่ะ จากประสบการณ์ของฉัน การใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการโปรโมทตัวเองและผลงานของเราค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ผลงานใหม่ๆ การโต้ตอบกับผู้ติดตาม การเข้าร่วมกลุ่มหรือคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวข้องกับการเล่าเรื่อง การสร้างเครือข่ายกับคนในวงการ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นและสร้างโอกาสได้ค่ะ อย่าเป็นนักเล่าเรื่องที่ซุ่มอยู่แต่ในเงามืดนะคะ เราต้องกล้าที่จะออกมานำเสนอตัวเองและผลงานของเราให้เป็นที่รู้จักค่ะ ลองคิดว่าคุณเป็นสินค้าหนึ่งชิ้น แล้วคุณจะทำยังไงให้สินค้าของคุณเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการมากที่สุด การสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ การมีส่วนร่วมกับผู้คน และการสร้างแบรนด์ส่วนตัวที่แข็งแกร่ง จะช่วยให้คุณโดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ค่ะ จำไว้นะคะว่าโลกยุคนี้ ใครๆ ก็สามารถเป็นนักเล่าเรื่องได้ แต่ใครที่จะเล่าเรื่องได้โดดเด่นและเข้าถึงใจคนได้มากกว่ากัน นั่นคือสิ่งที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จค่ะ
เชื่อมโยงและเรียนรู้: พลังของเครือข่ายและเมนเทอร์
สร้างเครือข่ายกับคนในวงการ
ในเส้นทางของการเปลี่ยนสายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างการเป็นนักเล่าเรื่องนั้น การมี “เครือข่าย” ที่แข็งแกร่งถือเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าเลยค่ะ ฉันเองก็ได้สัมผัสมากับตัวเองเลยว่าการได้รู้จัก ได้พูดคุย และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนในวงการเดียวกันมันมีประโยชน์มากแค่ไหนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ หรือแม้แต่รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มากกว่า การเข้าร่วมเวิร์คช็อป สัมมนา หรือแม้แต่กิจกรรมออนไลน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสนใจ มันคือโอกาสทองในการสร้างคอนเนคชั่นเลยนะ เราจะได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ได้รับคำแนะนำดีๆ ที่บางทีเราเองก็คิดไม่ถึง และที่สำคัญคือมันอาจจะนำไปสู่โอกาสในการทำงานร่วมกัน หรือการได้รับงานใหม่ๆ ในอนาคตได้ด้วยค่ะ อย่าเก็บตัวอยู่คนเดียวนะคะ ลองเปิดใจ ออกไปเจอผู้คนบ้าง แม้ว่าในตอนแรกเราอาจจะรู้สึกประหม่าหรือไม่มั่นใจ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน การมีกลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายๆ กันอยู่รอบตัว จะช่วยสร้างกำลังใจและผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ
ค้นหาเมนเทอร์และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
นอกจากการสร้างเครือข่ายแล้ว การมี “เมนเทอร์” หรือพี่เลี้ยงที่คอยให้คำแนะนำก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เส้นทางการเปลี่ยนสายงานของคุณราบรื่นขึ้นเยอะเลยค่ะ ฉันโชคดีมากที่ได้เจอพี่ๆ ที่คอยให้คำปรึกษาและแบ่งปันประสบการณ์ตรงให้กับฉัน ซึ่งมันช่วยลดระยะเวลาลองผิดลองถูกไปได้เยอะเลยค่ะ การมีใครสักคนที่เคยผ่านจุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ มันเหมือนมีแผนที่นำทางให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าควรจะไปทางไหน และควรจะหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง การหาเมนเทอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดัง หรือผู้เชี่ยวชาญระดับโลกก็ได้นะคะ อาจจะเป็นรุ่นพี่ในวงการที่คุณชื่นชมผลงาน หรือคนที่คุณรู้สึกว่าเขามีแนวคิดและทัศนคติที่ดี การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของเมนเทอร์ ไม่ว่าจะเป็นข้อดี ข้อเสีย ความสำเร็จ หรือแม้แต่ความล้มเหลว มันคือบทเรียนที่ล้ำค่าที่เราหาไม่ได้จากตำราเรียนค่ะ กล้าที่จะเข้าไปขอคำแนะนำ กล้าที่จะถามในสิ่งที่เราไม่รู้ และที่สำคัญคือต้องพร้อมที่จะรับฟังและนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้กับตัวเองนะคะ การมีเมนเทอร์ที่ดีก็เหมือนมีโค้ชส่วนตัวที่จะช่วยผลักดันให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นนั่นเองค่ะ
เผชิญหน้ากับความท้าทาย: บทเรียนจากอุปสรรค
รับมือกับความกลัวและความไม่มั่นคง
การเปลี่ยนสายงานมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะเพื่อนๆ ฉันเองก็ได้เผชิญหน้ากับ “ความกลัว” และ “ความไม่มั่นคง” ในช่วงแรกๆ เยอะมากเลยนะ ความกลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวว่าจะไม่มีรายได้ที่เพียงพอ จนบางทีก็รู้สึกท้อแท้ไปหมดเลยค่ะ แต่สิ่งที่ฉันเรียนรู้ก็คือ ความกลัวพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ใครๆ ก็เป็นกันทั้งนั้นแหละ สิ่งสำคัญคือเราจะรับมือกับมันยังไงมากกว่า ฉันพยายามมองว่าความกลัวมันคือสัญญาณที่บอกให้เราเตรียมตัวให้พร้อมมากขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่จะมาหยุดยั้งเรา ลองแบ่งปัญหาใหญ่ๆ ออกเป็นส่วนเล็กๆ แล้วค่อยๆ แก้ไปทีละจุดค่ะ เช่น ถ้ากลัวเรื่องรายได้ ก็ลองหางานฟรีแลนซ์เล็กๆ ทำควบคู่ไปกับงานประจำไปก่อน หรือลองวางแผนการเงินให้รัดกุมมากขึ้น การที่เรามีแผนสำรองไว้บ้างจะช่วยให้เราลดความกังวลลงได้เยอะเลยค่ะ และที่สำคัญคือต้องเชื่อมั่นในตัวเองนะคะ เชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะเรียนรู้และปรับตัวได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรเข้ามา เราก็จะสามารถก้าวผ่านมันไปได้แน่นอนค่ะ กำลังใจจากคนรอบข้างก็สำคัญนะ อย่าลืมแบ่งปันความรู้สึกให้คนที่เรารักและไว้ใจฟังบ้างค่ะ พวกเขาจะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เรามีแรงก้าวต่อไป
ความล้มเหลวคือบทเรียนที่ดีที่สุด

ตลอดเส้นทางของการเปลี่ยนสายงานและก้าวมาเป็นนักเล่าเรื่องอย่างเต็มตัว ฉันก็เจอความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนเลยค่ะเพื่อนๆ ทั้งงานที่ทำแล้วไม่ปังอย่างที่คิด คอนเทนต์ที่ไม่ได้รับความสนใจ หรือแม้แต่การถูกปฏิเสธจากลูกค้าในตอนแรกๆ มันก็รู้สึกเฟลและเสียใจมากเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฉันล้ม ฉันพยายามที่จะลุกขึ้นมาแล้วมองว่ามันคือ “บทเรียน” ค่ะ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มันไม่สำเร็จ เราได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดครั้งนี้บ้าง และเราจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง การที่เราไม่กลัวที่จะล้ม ไม่กลัวที่จะผิดพลาด จะทำให้เราเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นค่ะ นักเล่าเรื่องที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสำเร็จทั้งหมดนะคะ พวกเขาล้วนผ่านความล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างคือการที่พวกเขาไม่ยอมแพ้และเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นยืนใหม่เสมอ ฉันเชื่อว่าทุกความล้มเหลวที่เราเผชิญ มันคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เราจะได้นำมาเล่าในอนาคตค่ะ มันจะทำให้เรื่องราวของเรามีมิติ มีความลึกซึ้ง และเข้าถึงใจคนฟังได้มากขึ้น อย่ามองว่าความล้มเหลวเป็นจุดจบนะคะ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งต่างหากค่ะ
ปลดล็อกโอกาส: สร้างรายได้จากการเล่าเรื่อง
ช่องทางสร้างรายได้ที่หลากหลาย
พอเราเริ่มมีประสบการณ์ มีผลงาน และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น สิ่งที่เราจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็คือ “โอกาสในการสร้างรายได้” จากการเล่าเรื่องนั้นมีมากมายและหลากหลายมากๆ ค่ะ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นนักเขียนหรือนักพูดเท่านั้นนะ จากประสบการณ์ตรงของฉัน การเป็นนักเล่าเรื่องในยุคนี้สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทางเลยค่ะ เช่น
| แพลตฟอร์ม | รูปแบบคอนเทนต์ | ข้อดี | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|---|
| บล็อก/เว็บไซต์ | บทความ, รีวิว, เรื่องเล่าส่วนตัว | สร้างแบรนด์ส่วนตัวได้เต็มที่, ควบคุมเนื้อหาได้อิสระ, มีศักยภาพในการทำ SEO สูง | ต้องใช้เวลาสร้างฐานผู้อ่าน, อาจต้องลงทุนเรื่องโฮสติ้ง/โดเมน |
| YouTube | วิดีโอเล่าเรื่อง, Vlog, สารคดีสั้น | เข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก, สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้ดี, รายได้จากโฆษณา/สปอนเซอร์ | ต้องใช้ทักษะการตัดต่อวิดีโอ, การแข่งขันสูง, ใช้เวลาผลิตคอนเทนต์ |
| Podcast | เสียงเล่าเรื่อง, สัมภาษณ์, บทวิเคราะห์ | เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังที่ชื่นชอบการฟัง, สร้างความผูกพันได้ลึกซึ้ง, ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นไม่สูง | ต้องมีคุณภาพเสียงที่ดี, การโปรโมทอาจต้องใช้ความพยายาม |
| Social Media (Instagram/TikTok) | รูปภาพ, วิดีโอสั้น, สตอรี่ | เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว, สร้างปฏิสัมพันธ์ง่าย, เหมาะกับการสร้าง Personal Brand | อายุคอนเทนต์สั้น, รายได้อาจไม่มั่นคงหากไม่มีผู้ติดตามจำนวนมาก, ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึม |
นอกจากนี้ ยังมีงานฟรีแลนซ์ เช่น การรับจ้างเขียนบทความ บทพูด สคริปต์วิดีโอ การเป็น Content Creator ให้กับแบรนด์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการจัดเวิร์คช็อปสอนเล่าเรื่องของตัวเองก็เป็นไปได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการที่เราต้องเปิดกว้างและมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ลองทำหลายๆ อย่างเพื่อดูว่าอะไรคือสิ่งที่เราถนัดที่สุดและสามารถสร้างรายได้ได้ดีที่สุดค่ะ ความสุขของการเป็นนักเล่าเรื่องอิสระคือการที่เราสามารถสร้างรายได้จากสิ่งที่เรารักได้นี่แหละค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากๆ เลยนะ
สร้างคุณค่าและแบรนด์ส่วนตัวเพื่อรายได้ที่ยั่งยืน
การสร้างรายได้จากการเล่าเรื่องนั้นไม่ได้แค่เรื่องของการหาเงินเท่านั้นนะคะ แต่สิ่งสำคัญที่ฉันยึดมั่นมาตลอดคือการ “สร้างคุณค่า” และ “สร้างแบรนด์ส่วนตัว” ของเราให้แข็งแกร่งค่ะ เพราะเมื่อเราสร้างคุณค่าให้กับผู้คนได้มากเท่าไหร่ ผู้คนก็จะยิ่งเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้นเท่านั้น และนั่นจะนำมาซึ่งรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาวค่ะ ฉันพยายามที่จะนำเสนอคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ และมีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ไม่ใช่แค่การตามกระแสไปเรื่อยๆ การมีจุดยืนที่ชัดเจน มีสไตล์การเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ และการรักษาความสม่ำเสมอในการผลิตผลงาน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้แข็งแกร่งค่ะ เมื่อแบรนด์ของเราแข็งแกร่งแล้ว โอกาสต่างๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นงานสปอนเซอร์ การเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เช่น E-book หรือคอร์สออนไลน์ การที่เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเองจากการทำสิ่งที่เรารัก มันคืออิสระและความสุขที่ฉันอยากให้ทุกคนได้สัมผัสค่ะ อย่ามองข้ามการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ติดตามนะคะ พวกเขาคือพลังสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้เราเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงค่ะ
วัดผลและปรับปรุง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
วิเคราะห์ข้อมูลและเข้าใจผู้ฟัง
พอเราเริ่มผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องและมีคนเข้ามาติดตามแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือการ “วิเคราะห์ข้อมูล” และ “ทำความเข้าใจผู้ฟัง” ของเราค่ะ จากประสบการณ์ของฉัน การดูแค่ยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือยอดวิวอย่างเดียวมันไม่พอหรอกนะ เราต้องเจาะลึกไปมากกว่านั้นค่ะ เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่แพลตฟอร์มมีให้ ไม่ว่าจะเป็น Google Analytics, YouTube Studio หรือ Insights ของโซเชียลมีเดียแต่ละช่องทาง มันมีประโยชน์มากๆ เลยนะ เราสามารถดูได้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายของเรา อายุเท่าไหร่ เพศอะไร พวกเขาสนใจคอนเทนต์แบบไหนเป็นพิเศษ ช่วงเวลาไหนที่พวกเขาออนไลน์เยอะที่สุด หรือแม้แต่คอนเทนต์แบบไหนที่ทำให้พวกเขามีส่วนร่วมมากที่สุด การที่เราเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการสร้างคอนเทนต์ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ฉันเองก็ได้เรียนรู้และนำข้อมูลมาปรับปรุงสไตล์การเล่าเรื่องและรูปแบบคอนเทนต์อยู่เสมอ เพื่อให้ตรงใจผู้ฟังมากที่สุด และทำให้ช่องของฉันเติบโตได้อย่างยั่งยืนค่ะ อย่ามองว่าข้อมูลเป็นแค่ตัวเลขนะคะ แต่มันคือเสียงสะท้อนจากผู้ฟังที่บอกเราว่าเราควรจะไปในทิศทางไหนต่อไป
เรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ
โลกของการเล่าเรื่องและคอนเทนต์ออนไลน์นั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ ค่ะเพื่อนๆ สิ่งที่เคยเวิร์คเมื่อวาน วันนี้อาจจะไม่เวิร์คแล้วก็ได้นะ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ในระยะยาวคือการ “เรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ” ค่ะ ฉันเองก็ไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์คอนเทนต์ใหม่ๆ รูปแบบการเล่าเรื่องที่กำลังมาแรง หรือแม้แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยในการผลิตผลงาน การอ่านบทความ การดูวิดีโอสอน หรือการเข้าร่วมคอร์สเรียนออนไลน์ ล้วนเป็นวิธีที่เราสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่องค่ะ อย่ากลัวที่จะออกจาก Comfort Zone ของตัวเองนะคะ บางทีการลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน อาจจะเปิดประตูสู่โอกาสที่ไม่คาดคิดก็ได้ค่ะ การที่เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่าเรื่องให้เข้ากับยุคสมัย และตอบสนองความต้องการของผู้ฟังที่เปลี่ยนแปลงไป จะช่วยให้เรายังคงเป็นนักเล่าเรื่องที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการอยู่เสมอค่ะ จำไว้นะคะว่าคนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ดีที่สุดต่างหากค่ะ
ความสุขที่ปลายทาง: ทำไมการเปลี่ยนสายงานถึงคุ้มค่า
อิสระในการใช้ชีวิตและทำงาน
หลังจากที่ฉันได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นนักเล่าเรื่องอย่างเต็มตัวแล้ว สิ่งที่ฉันรู้สึกว่าคุ้มค่าที่สุดและเป็นความสุขที่แท้จริงเลยก็คือ “อิสระในการใช้ชีวิตและทำงาน” ค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้จากงานประจำจริงๆ นะ การที่เราสามารถกำหนดตารางเวลาของตัวเองได้ว่าจะทำงานเมื่อไหร่ ที่ไหน และกับใคร มันคือความฝันของใครหลายๆ คนเลยใช่ไหมคะ ฉันสามารถเลือกได้ว่าจะทำงานตอนเช้า บ่าย หรือแม้แต่ตอนกลางคืนก็ได้ ถ้าวันไหนรู้สึกอยากพักผ่อน อยากไปเที่ยว หรืออยากใช้เวลากับครอบครัว ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร มันเหมือนเราได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างแท้จริงค่ะ แน่นอนว่ามันก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น แต่ความรู้สึกของการได้ทำในสิ่งที่รัก ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นของเราเอง และได้เห็นผลตอบรับที่ดีจากผู้คน มันคือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้ฉันมีความสุขในทุกๆ วันค่ะ อิสระนี้ทำให้ฉันได้ใช้ชีวิตในแบบที่ฉันต้องการจริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฉันไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจเปลี่ยนสายงานเลยแม้แต่น้อยค่ะ มันคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อจริงๆ นะ
การได้สร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คน
สิ่งที่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการเป็นนักเล่าเรื่องสำหรับฉัน ไม่ใช่แค่เรื่องของรายได้หรืออิสระเท่านั้นค่ะเพื่อนๆ แต่มันคือการที่เราได้ “สร้างแรงบันดาลใจ” และ “เชื่อมโยงผู้คน” เข้าหากันผ่านเรื่องราวของเรานี่แหละค่ะ การได้เห็นคอมเมนต์หรือข้อความจากผู้ฟังที่บอกว่าเรื่องราวของฉันช่วยให้พวกเขามีกำลังใจมากขึ้น ช่วยให้พวกเขากล้าที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หรือช่วยให้พวกเขามองเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น มันคือความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้จริงๆ นะ มันเติมเต็มหัวใจฉันมากๆ เลยค่ะ การเล่าเรื่องมันมีพลังมากกว่าที่เราคิดค่ะ มันสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในชีวิตของผู้คนได้ และเมื่อการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านั้นรวมกัน มันก็สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้เลยทีเดียว ฉันรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของใครหลายๆ คน ได้เป็นเพื่อนยามเหงา ได้เป็นแรงบันดาลใจยามท้อแท้ การที่เราสามารถใช้เสียงของเราสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ มันคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดแล้วค่ะ สำหรับฉันแล้ว การเปลี่ยนสายงานมาเป็นนักเล่าเรื่องไม่ใช่แค่การเปลี่ยนอาชีพ แต่มันคือการได้ค้นพบความหมายและคุณค่าของชีวิตอย่างแท้จริงค่ะ ถ้าใครกำลังคิดจะเปลี่ยนสายงาน ฉันอยากจะบอกว่า “กล้าที่จะลองเถอะค่ะ” เพราะความสุขที่ได้จากการทำในสิ่งที่รัก มันคุ้มค่ากับการเสี่ยงทุกอย่างจริงๆ นะ
ทิ้งท้ายก่อนจากกัน
เพื่อนๆ คะ การตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่ อาจจะดูน่ากลัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในช่วงแรก แต่จากประสบการณ์ของฉัน มันคุ้มค่าทุกก้าวที่เดินไปจริงๆ ค่ะ ถ้าวันนี้คุณกำลังรู้สึกถึงเสียงเล็กๆ ในใจที่อยากจะทำอะไรที่ต่างออกไป อยากจะค้นพบความหมายที่แท้จริงของการทำงาน ฉันอยากให้คุณเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะลองผิดลองถูก และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองนะคะ โลกใบนี้เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับคนที่พร้อมจะคว้ามันไว้ และฉันเชื่อว่าคุณก็เป็นหนึ่งในนั้น ขอให้ทุกคนค้นพบ “เสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และใช้มันสร้างสรรค์เรื่องราวดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้กันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในโพสต์หน้าค่ะ!
สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มต้น
1. เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่คุณรักและสนใจอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก
2. ฝึกฝนทักษะการเล่าเรื่องของคุณให้เฉียบคมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหรือการพูด
3. เรียนรู้การใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพื่อขยายโอกาสในการเผยแพร่ผลงานของคุณ
4. สร้างเครือข่ายกับคนในวงการ และเปิดใจรับคำแนะนำจากเมนเทอร์หรือผู้มีประสบการณ์
5. อย่ากลัวความล้มเหลว จงมองว่ามันคือบทเรียนและโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
การเปลี่ยนสายงานมาเป็นนักเล่าเรื่องในยุคปัจจุบันเป็นไปได้จริงและเต็มไปด้วยโอกาส เพียงแต่เราต้องเริ่มต้นจากการค้นหาแพชชั่นที่แท้จริง พัฒนาทักษะที่จำเป็น สร้างพอร์ตโฟลิโอที่โดดเด่น เชื่อมโยงกับผู้คนในวงการ และไม่หยุดที่จะเรียนรู้และปรับตัว การสร้างแบรนด์ส่วนตัวและการมอบ ‘คุณค่า’ ให้กับผู้ฟังคือกุญแจสู่รายได้ที่ยั่งยืนและความสุขในการทำงานที่มาพร้อมกับอิสระในการใช้ชีวิตค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: จะรู้ได้ยังไงคะว่าถึงเวลาที่เราควรเปลี่ยนสายงานได้แล้ว? รู้สึกสับสนมากเลยค่ะ
ตอบ: อู้หูวว… คำถามนี้โดนใจสุดๆ เลยค่ะ! ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อนนะที่รู้สึกสับสนว่า “นี่มันใช่เวลาหรือยังนะ” คือบางทีมันไม่ใช่แค่เบื่องานอย่างเดียวน่ะสิคะ แต่บางทีมันมีสัญญาณหลายอย่างที่ร่างกายและจิตใจเรากำลังพยายามบอกเราอยู่เลยค่ะ ลองสังเกตดูนะคะว่ามีอาการเหล่านี้บ้างไหม
อันดับแรกเลยคือ ‘ความสุขในการทำงานหายไป’ คุณตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่อยากไปทำงาน หรือแค่วันอาทิตย์เย็นๆ ก็เริ่มรู้สึกกังวลกับเช้าวันจันทร์แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ นั่นแหละค่ะ สัญญาณชัดเลย!
ต่อมาคือ ‘ไม่มีโอกาสก้าวหน้า’ ทำงานมานานแต่ยังอยู่ตำแหน่งเดิมๆ หรือรู้สึกว่าทักษะที่เรามีอยู่ไม่ได้ถูกใช้เต็มที่ แถมบริษัทยังไม่ส่งเสริมให้เราได้เรียนรู้หรือพัฒนาตัวเองเลย การอยู่ที่เดิมๆ ที่ทำให้เราไม่เติบโตเนี่ย มันน่าเสียดายโอกาสแย่เลยนะคะ
อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ คือ ‘สุขภาพเริ่มแย่ลง’ ไม่ว่าจะปวดหัวบ่อย นอนไม่หลับ หรือรู้สึกเครียดสะสมจนกระทบชีวิตส่วนตัว คือเราต้องไม่ลืมนะคะว่าสุขภาพจิตและกายของเราต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ถ้างานมันทำลายสุขภาพเราแล้วล่ะก็ นี่คือสัญญาณเตือนที่ดังมากๆ เลยค่ะ
และสุดท้ายคือ ‘ค่านิยมไม่ตรงกับองค์กร’ หรือ ‘รู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง’ ของที่นั่น ถ้าทำงานแล้วรู้สึกว่าเราไม่ใช่ตัวของตัวเอง หรือวัฒนธรรมองค์กรมันไม่เหมาะกับเราเลย มันก็ยากที่จะมีความสุขกับการทำงานระยะยาวจริงไหมคะ จากประสบการณ์ของฉันเอง ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้เกิน 2-3 ข้อขึ้นไปแล้วล่ะก็ ลองเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังได้เลยค่ะ เพราะชีวิตเรามีค่าเกินกว่าจะอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ไปตลอดนะคะ
ถาม: ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนสายงาน ควรเริ่มต้นยังไงดีคะ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนเลย?
ตอบ: ยอดเยี่ยมเลยค่ะ! การตัดสินใจได้นี่คือครึ่งหนึ่งของความสำเร็จแล้วนะ! ฉันเองก็เคยยืนอยู่ตรงจุดนั้นที่แบบ “เอาล่ะ จะไปทางไหนต่อดีนะ” สิ่งที่ฉันทำเป็นอันดับแรกเลยคือ ‘ประเมินตัวเองใหม่’ ค่ะ
ลองใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ แล้วถามใจตัวเองจริงๆ ว่า “ฉันชอบอะไร?
ฉันถนัดอะไร? อะไรที่ทำแล้วรู้สึกมีความสุขและอยากทำมันไปเรื่อยๆ?” บางทีมันอาจจะไม่ใช่งานที่เราเคยทำมาตลอดก็ได้นะ อย่างฉันเองก็เพิ่งมารู้ว่าชอบเล่าเรื่อง ชอบเขียนนี่แหละค่ะ
พอรู้แล้วว่าใจเราอยากไปทางไหน ขั้นตอนต่อไปคือ ‘การหาข้อมูลแบบเจาะลึก’ ค่ะ สมัยนี้ข้อมูลหาง่ายจะตายไป!
ลองดูว่าสายงานที่เราสนใจนั้นมีลักษณะงานแบบไหน ต้องใช้ทักษะอะไรบ้าง ตลาดต้องการคนแบบไหน เงินเดือนประมาณเท่าไหร่ และมีเส้นทางความก้าวหน้ายังไง พยายามคุยกับคนที่ทำงานในสายนั้นจริงๆ ด้วยก็จะดีมากๆ เลยค่ะ จะได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและรู้ว่ามีอะไรที่เราต้องเตรียมตัวบ้าง
หลังจากนั้นก็คือ ‘พัฒนาทักษะที่จำเป็น’ สมัยนี้มีคอร์สออนไลน์เยอะแยะเลยค่ะ ทั้งฟรีและเสียเงิน อย่างฉันเองก็ลงเรียนคอร์สเขียนออนไลน์หลายคอร์สเลยค่ะ เพื่อฝึกฝนและเสริมความมั่นใจ นอกจากนี้ก็ลองสร้างผลงานส่วนตัว หรือที่เรียกว่า Portfolio เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราในสายงานใหม่ด้วยนะคะ อย่าลืมอัปเดตเรซูเม่ให้เข้ากับสายงานใหม่ด้วยนะจ๊ะ เน้นทักษะที่เกี่ยวข้องที่เรามี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเราค่ะ ทำไปทีละขั้นอย่างมั่นใจนะคะ!
ถาม: หนู/ผม กลัวไม่สำเร็จ กลัวไม่มีรายได้พอตอนเปลี่ยนงาน จะรับมือกับความกลัวเหล่านี้ยังไงดีคะ?
ตอบ: โธ่เอ๊ย! ความกลัวเป็นเรื่องธรรมดาสุดๆ เลยค่ะ ใครๆ ก็กลัวทั้งนั้นแหละค่ะ ฉันเองก็กลัวจนแทบไม่กล้าก้าวออกจาก Comfort Zone เลย แต่เชื่อไหมคะว่า ‘ความกลัวความล้มเหลว’ หรือ ‘ความกลัวไม่มีรายได้พอ’ เนี่ย มันเป็นกับดักที่ทำให้เราไม่ได้ขยับไปไหนเลยนะ
วิธีแรกที่ฉันใช้คือ ‘จัดการกับความกลัวด้วยข้อมูล’ ค่ะ ลองลิสต์ออกมาเลยว่าเรากลัวอะไรบ้าง แล้วแต่ละข้อเรามีวิธีป้องกันหรือรับมือยังไง เช่น กลัวไม่มีรายได้พอ?
เราก็ต้อง ‘วางแผนการเงินสำรอง’ ค่ะ อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น หรืออาจจะมากกว่านั้นถ้ามีภาระเยอะ ฉันเคยมีเงินสำรองพอสมควรเลยตอนตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ลองแยกบัญชีสำหรับเงินเก็บก้อนนี้โดยเฉพาะเลยนะคะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังมีเงินสำรองไว้ดูแลตัวเอง
อีกวิธีคือ ‘สร้างรายได้เสริม’ ค่ะ ระหว่างที่เรากำลังเตรียมตัวเปลี่ยนสายงาน หรือในช่วงแรกที่รายได้ยังไม่มั่นคง ลองหารายได้จากช่องทางอื่นที่พอจะทำได้ควบคู่กันไปก่อน เช่น ทำฟรีแลนซ์ในสิ่งที่เราถนัด หรือใช้ทักษะที่เรามีอยู่มาต่อยอด มันช่วยลดความกดดันเรื่องเงินได้มากเลยนะคะ
สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘ปรับความคิดและใจดีกับตัวเอง’ ค่ะ การเปลี่ยนแปลงมันไม่ง่ายอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก ให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก บางทีความสำเร็จอาจจะไม่ได้มาเร็วอย่างที่คิด แต่มันคุ้มค่าที่จะลองนะคะ มองหาแรงบันดาลใจจากคนที่เคยเปลี่ยนสายงานสำเร็จ และอย่าลืมว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนจำนวนมากที่ผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้วทั้งนั้นค่ะ ส่งกำลังใจให้กันเสมอนะ!






