ในยุคที่โลกหมุนเร็วแบบก้าวกระโดดแบบนี้ เพื่อนๆ เคยรู้สึกไหมคะว่าการหางานมันไม่ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ยิ่งตลาดงานสายครีเอทีฟ สายคอนเทนต์ ที่ดูเหมือนจะบูมสุดๆ กลับมีการแข่งขันที่สูงปรี๊ดจนบางทีก็แอบท้อใจเหมือนกันนะ แต่จากประสบการณ์ตรงที่คลุกคลีกับวงการนี้มานาน บอกเลยว่ามีทักษะหนึ่งที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก และแทบจะพลิกเกมการหางานของคุณได้เลย นั่นก็คือ “การเล่าเรื่อง” ค่ะหลายคนอาจจะคิดว่าการเล่าเรื่องเป็นเรื่องของนักเขียนนิยายหรือคนทำหนังเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย!

ไม่ว่าจะทำงานสายไหน การสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจ เข้าถึง และรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่เราอยากบอก มันสำคัญมากจริงๆ นะคะ โดยเฉพาะในไทยที่ตอนนี้ตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์เติบโตแบบก้าวกระโดด คนไทยเราใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์วันละกว่า 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าโอกาสของเราอยู่ตรงนั้นแหละค่ะ ถ้าเราสามารถเล่าเรื่องราวของเราให้โดดเด่น น่าสนใจ และจับใจคนได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรซูเม่ พอร์ตโฟลิโอ หรือแม้แต่ตอนสัมภาษณ์งาน ก็จะทำให้เราแตกต่างและน่าจดจำยิ่งขึ้น ขนาด AI ยังเข้ามาช่วยเล่าเรื่องได้เลย แต่สิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้คือ “หัวใจ” และ “ตัวตน” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรา วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า การเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีจะช่วยให้เราคว้างานในฝันได้อย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ
การสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้น่าจดจำด้วยเรื่องเล่า
ค้นหา “เรื่องราว” ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณ
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้แข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่การมีทักษะที่เก่งกาจเท่านั้น แต่คือการเล่าเรื่องราวเบื้องหลังทักษะนั้นต่างหากค่ะ จากประสบการณ์ของฉันที่ได้คลุกคลีกับคนในวงการครีเอทีฟมานาน ฉันเห็นเลยว่าคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มักจะมีความสามารถในการถ่ายทอดว่าทำไมเขาถึงรักในสิ่งที่ทำ ทำไมเขาถึงเลือกเส้นทางนี้ และอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเขาอยู่เสมอ การค้นหาเรื่องราวของตัวเองก็เหมือนกับการทำความเข้าใจแก่นแท้ของตัวเราเองค่ะ มันไม่ใช่แค่การลิสต์ว่าเราทำอะไรได้บ้าง แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า “เราคือใคร” และ “คุณค่าของเราคืออะไร” ลองนึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งอุปสรรคที่เราเคยผ่านมาแล้วเอาชนะมันได้ เรื่องราวเหล่านี้แหละค่ะที่จะทำให้เราแตกต่างและน่าสนใจในสายตาของคนอื่นๆ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต่างก็มีโปรไฟล์คล้ายๆ กัน การมีเรื่องราวที่จับใจจะทำให้เราโดดเด่นออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ อย่ากลัวที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมานะคะ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืน
ถ่ายทอดตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ช่องทางออนไลน์กลายเป็นเวทีสำคัญที่เราจะใช้เล่าเรื่องราวของตัวเองสู่สาธารณะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น LinkedIn, Facebook, Instagram หรือแม้แต่ TikTok ในไทยที่ตอนนี้มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล ทุกแพลตฟอร์มล้วนเป็นโอกาสให้เราได้แสดงตัวตนและทักษะผ่านการเล่าเรื่อง ฉันเองก็เคยใช้ช่องทางเหล่านี้ในการนำเสนอผลงานและแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งมันช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ฉันได้เยอะมากเลยค่ะ แทนที่จะแค่โพสต์รูปหรือผลงานเฉยๆ ลองเพิ่ม “แคปชั่น” ที่เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ เกี่ยวกับเบื้องหลังของงานชิ้นนั้น ความท้าทายที่เจอ หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากมันดูสิคะ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าเราเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ แทนที่จะโพสต์แค่รูปโลโก้ที่ออกแบบเสร็จแล้ว ลองเขียนเล่าถึงแนวคิด แรงบันดาลใจ และกระบวนการคิดที่กว่าจะมาเป็นโลโก้นี้ดูสิคะ หรือถ้าคุณเป็นนักเขียนคอนเทนต์ ก็อาจจะแบ่งปันเคล็ดลับการเขียนหรือมุมมองต่อเทรนด์ใหม่ๆ การทำแบบนี้จะช่วยให้ผู้คนรับรู้ถึงตัวตนและความเชี่ยวชาญของเราได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้าง “Personal Brand” ที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจให้น่าติดตามอีกด้วยค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ในตัว แค่ต้องหาวิธีเล่าออกมาให้โลกได้รับรู้เท่านั้นเอง
พลังของการเล่าเรื่องในเอกสารสมัครงาน
เขียนเรซูเม่และจดหมายสมัครงานให้น่าติดตาม
เคยไหมคะที่รู้สึกว่าเรซูเม่ของเราดูแข็งทื่อ มีแต่ข้อมูลดิบๆ ที่แทบไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนของเราเลย? ฉันเข้าใจเลยค่ะ เพราะฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว แต่พอฉันเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองและใช้การเล่าเรื่องเข้ามาช่วย ฉันก็พบว่ามันสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ แทนที่จะลิสต์แค่หน้าที่ความรับผิดชอบ ลองเปลี่ยนเป็นการเล่าเรื่องราวความสำเร็จของเราดูสิคะ เช่น แทนที่จะเขียนว่า “ดูแลโซเชียลมีเดีย” ลองเปลี่ยนเป็น “สร้างสรรค์แคมเปญคอนเทนต์ที่ใช้การเล่าเรื่องบน Facebook ทำให้ยอดการเข้าถึงและมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น 30% ภายใน 3 เดือน” การเล่าแบบนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเราทำอะไรได้จริงและสร้างผลกระทบอะไรได้บ้าง ลองนึกภาพดูสิคะว่าในกองเรซูเม่นับร้อยฉบับ เรซูเม่ที่มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจจะโดดเด่นออกมาขนาดไหน จดหมายสมัครงานก็เช่นกันค่ะ อย่าใช้แค่เทมเพลตเดิมๆ แต่จงใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องราวสั้นๆ ว่าทำไมคุณถึงสนใจตำแหน่งนี้ ทำไมคุณถึงเหมาะสมกับบริษัทนี้ และคุณจะนำคุณค่าอะไรมาสู่องค์กรได้บ้าง การเล่าเรื่องราวที่จริงใจและเชื่อมโยงกับความต้องการของบริษัทจะช่วยให้คุณน่าจดจำและได้รับโอกาสในการสัมภาษณ์มากขึ้นค่ะ มันคือการสร้างความประทับใจแรกแบบที่ AI ยังทำแทนไม่ได้เลย
เปลี่ยนผลงานให้กลายเป็นเรื่องราวความสำเร็จ
นอกจากการเขียนเรซูเม่และจดหมายสมัครงานแล้ว การนำเสนอผลงานของเราก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องใช้ทักษะการเล่าเรื่องอย่างมากเลยค่ะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานสายครีเอทีฟหรือสายคอนเทนต์ การแสดงให้เห็นว่าเราเคยสร้างสรรค์อะไรมาบ้างเป็นสิ่งสำคัญ แต่จะดีกว่าไหมคะถ้าเราสามารถเล่า “เรื่องราวเบื้องหลัง” ของแต่ละผลงานได้ จากประสบการณ์ของฉัน การอธิบายถึงความท้าทายที่เราเจอ วิธีที่เราแก้ไขปัญหา และผลลัพธ์ที่ได้จากงานชิ้นนั้นๆ จะทำให้ผลงานของเรามีชีวิตชีวามากขึ้นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเคยทำโปรเจกต์ในการสร้างแบรนด์สินค้าใหม่ ลองเล่าตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาแนวคิด ไปจนถึงผลตอบรับที่ได้รับจากลูกค้า เรื่องราวเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และความสามารถในการทำงานเป็นทีมของคุณค่ะ ซึ่งเป็นทักษะที่นายจ้างมองหาอย่างมาก นอกจากนี้ การเล่าเรื่องราวของผลงานยังช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ของเราเข้ากับความต้องการของตำแหน่งที่เราสมัครได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วยค่ะ ทำให้ผู้พิจารณาเห็นว่าเราไม่เพียงแค่มีทักษะ แต่ยังเข้าใจถึงบริบทและการนำไปใช้งานจริงอีกด้วย
| องค์ประกอบสำคัญ | คำอธิบาย |
|---|---|
| จุดเริ่มต้น (The Hook) | ดึงดูดความสนใจตั้งแต่แรกเริ่มด้วยประโยคหรือสถานการณ์ที่น่าติดตาม |
| ความท้าทาย (The Challenge) | อธิบายปัญหาหรืออุปสรรคที่คุณต้องเผชิญ |
| การกระทำ (The Action) | บอกเล่าขั้นตอนหรือวิธีการที่คุณใช้ในการแก้ปัญหาหรือจัดการกับสถานการณ์นั้น |
| ผลลัพธ์ (The Result) | สรุปผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่คุณทำ รวมถึงผลกระทบเชิงบวกที่สร้างขึ้น |
| บทเรียน (The Lesson) | สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์นั้น และจะนำไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างไร |
เล่าเรื่องยังไงให้ชนะใจกรรมการสัมภาษณ์
เตรียมพร้อมด้วยเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงประสบการณ์
การสัมภาษณ์งานคือช่วงเวลาที่เราจะได้โชว์ของและเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ผู้สัมภาษณ์ฟังแบบสดๆ เลยค่ะ เพื่อนๆ เคยรู้สึกประหม่าจนพูดไม่ออกไหมคะ? ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ แต่พอฉันเริ่มเปลี่ยนมุมมองว่าการสัมภาษณ์คือโอกาสในการ “เล่าเรื่อง” ที่น่าสนใจ มันก็ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายและมั่นใจมากขึ้นเยอะเลยค่ะ เคล็ดลับของฉันคือการเตรียมเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของเราเข้ากับทักษะและคุณสมบัติที่ตำแหน่งนั้นๆ ต้องการ เตรียมเรื่องเล่าสัก 3-5 เรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ การแก้ปัญหา หรือการเรียนรู้จากความผิดพลาดของเรา เรื่องราวเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอลังการเสมอไปนะคะ แต่ขอให้เป็นเรื่องจริงที่เราเคยเจอมาและสามารถอธิบายได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้สัมภาษณ์ถามว่า “คุณเคยเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากในการทำงานไหม?” แทนที่จะตอบแค่ “เคยครับ/ค่ะ” ลองเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่สถานการณ์คืออะไร คุณทำอะไรไปบ้าง และผลลัพธ์เป็นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากมัน การเตรียมตัวแบบนี้จะทำให้เรามีเรื่องเล่าที่พร้อมจะหยิบมาใช้ได้ทันที และยังช่วยให้เราตอบคำถามได้อย่างลื่นไหลและน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยค่ะ มันไม่ใช่แค่การตอบคำถาม แต่เป็นการสร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าอยากรู้จักเรามากขึ้น
ตอบคำถามเชิงพฤติกรรมด้วยเทคนิค STAR
สำหรับคำถามสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมที่มักจะขึ้นต้นด้วย “คุณเคย…” หรือ “ยกตัวอย่างสถานการณ์…” เทคนิค STAR (Situation, Task, Action, Result) คือเพื่อนที่ดีที่สุดของเราในการเล่าเรื่องเลยค่ะ ฉันใช้เทคนิคนี้มาตลอดและมันได้ผลจริงๆ นะคะ มันช่วยให้เราเล่าเรื่องได้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน Situation คือการอธิบายสถานการณ์หรือบริบทของเรื่องราว Task คือการบอกว่าเรามีหน้าที่หรือความรับผิดชอบอะไรในสถานการณ์นั้น Action คือสิ่งที่เราลงมือทำไป และ Result คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราทำ รวมถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้ด้วยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถูกถามว่า “คุณเคยต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่เข้ากันไม่ได้ไหม?” เราก็สามารถใช้เทคนิค STAR เล่าได้ว่า “สถานการณ์คือ (S) ฉันเคยต้องทำงานโปรเจกต์สำคัญกับเพื่อนร่วมงานที่มีสไตล์การทำงานแตกต่างกันมาก ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้า (T) หน้าที่ของฉันคือต้องทำให้โปรเจกต์นี้เสร็จตามกำหนด (A) ฉันจึงเข้าไปพูดคุยกับเขาโดยตรงอย่างเปิดอก และเสนอแนวทางในการแบ่งงานและกำหนดเส้นตายที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงจัดประชุมย่อยเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ (R) ผลลัพธ์คือ เราสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นขึ้นและส่งมอบโปรเจกต์ได้ทันเวลา และฉันก็ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเข้าใจความแตกต่างของผู้อื่นค่ะ” การเล่าเรื่องแบบนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นถึงทักษะการแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่นของเราได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือค่ะ
สร้างสรรค์พอร์ตโฟลิโอที่สะท้อนความเป็นคุณ
จัดเรียงผลงานให้เป็นเส้นเรื่องที่น่าสนใจ
พอร์ตโฟลิโอไม่ใช่แค่สมุดรวบรวมผลงาน แต่คือโอกาสทองที่เราจะได้เล่าเรื่องราวการเดินทางของตัวเราเองในเส้นทางสายอาชีพค่ะ จากที่ฉันเคยเห็นมาหลายต่อหลายพอร์ตโฟลิโอที่ดูแค่สวยงามอย่างเดียว แต่กลับไม่มี “ชีวิต” ทำให้ผู้ดูไม่เข้าใจว่าทำไมผลงานชิ้นนี้ถึงสำคัญ หรือทำไมเราถึงภูมิใจกับมัน ลองจินตนาการดูสิคะว่าถ้าเราสามารถจัดเรียงผลงานของเราให้เป็นเหมือนนิทรรศการเล็กๆ ที่มีเรื่องราวเล่าไปตามลำดับ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ ความท้าทาย ไปจนถึงความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้ และบทเรียนที่ทำให้เราเติบโตขึ้น แต่ละโปรเจกต์ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่สมบูรณ์แบบเสมอไปนะคะ แต่ควรเป็นงานที่สะท้อนถึงการเรียนรู้และพัฒนาการของเรา การนำเสนอแบบนี้จะทำให้ผู้ที่เข้ามาดูพอร์ตโฟลิโอของเราไม่เพียงแค่เห็นผลงาน แต่ยังเข้าใจถึงกระบวนการคิด ความมุ่งมั่น และความหลงใหลในสิ่งที่เราทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่จะสร้างความประทับใจที่ไม่สามารถหาได้จากการดูแค่ภาพผลงานสวยๆ อย่างเดียว ฉันเชื่อว่าทุกคนมีเส้นทางที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดเรียงพอร์ตโฟลิโอให้เป็นเรื่องราวจะช่วยให้เส้นทางนั้นโดดเด่นและน่าจดจำยิ่งขึ้นค่ะ
บอกเบื้องหลังความสำเร็จและบทเรียนที่ได้รับ
สิ่งที่จะทำให้พอร์ตโฟลิโอของเราแตกต่างและมีคุณค่าอย่างแท้จริงคือ “เรื่องราวเบื้องหลัง” ของแต่ละผลงานค่ะ หลายคนมักจะเน้นแค่การโชว์ผลลัพธ์สุดท้ายที่ดูดีที่สุด แต่จากประสบการณ์ตรงของฉัน การเล่าถึงกระบวนการคิด การทำงาน ความยากลำบากที่เจอ และวิธีที่เราเอาชนะมันมาได้ต่างหากที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นมืออาชีพของเราได้อย่างแท้จริง ลองใส่คำอธิบายสั้นๆ แต่ได้ใจความใต้แต่ละผลงานดูสิคะ เช่น บอกเล่าว่าโจทย์ของโปรเจกต์นี้คืออะไร คุณใช้วิธีการใดในการแก้ไขปัญหา อะไรคือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด และคุณได้เรียนรู้อะไรจากมันไปบ้าง หรือแม้กระทั่งความผิดพลาดที่คุณเคยทำในโปรเจกต์นั้นๆ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขอย่างไร การเปิดเผยถึง “บทเรียน” ที่ได้รับ จะแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายจ้างหลายคนให้ความสำคัญอย่างมากเลยค่ะ เพราะไม่มีใครสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรกเริ่ม สิ่งสำคัญคือการที่เราสามารถเรียนรู้และเติบโตจากประสบการณ์ของเราได้ ฉันเองก็เคยมีโปรเจกต์ที่ไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่การที่ฉันสามารถเล่าถึงสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ กลับทำให้ฉันดูน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพมากขึ้นในสายตาของลูกค้าค่ะ อย่ามองข้ามพลังของเรื่องเล่าเบื้องหลังเด็ดขาดนะคะ
ทักษะการเล่าเรื่องกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น
สื่อสารไอเดียให้ทีมงานและลูกค้าเข้าใจ
ทักษะการเล่าเรื่องไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนหางานเท่านั้นนะคะ แต่ยังสำคัญมากๆ ในการทำงานจริงด้วยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราต้องนำเสนอไอเดียให้กับทีมงานหรือลูกค้า จากประสบการณ์ที่ฉันทำงานร่วมกับผู้คนหลากหลาย ฉันพบว่าไอเดียที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็อาจจะถูกมองข้ามไปได้ ถ้าเราไม่สามารถสื่อสารมันออกมาได้อย่างน่าสนใจและเข้าใจง่าย การเล่าเรื่องเข้ามาช่วยตรงนี้ได้เยอะเลยค่ะ แทนที่จะนำเสนอแต่ข้อมูลดิบๆ หรือตัวเลข ลองสร้าง “เรื่องราว” รอบๆ ไอเดียของเราดูสิคะ เช่น ถ้าเรากำลังจะเสนอแคมเปญการตลาดใหม่ แทนที่จะบอกแค่ว่า “เราจะทำโฆษณาออนไลน์” ลองเล่าเรื่องราวของกลุ่มเป้าหมายของเราว่าชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขามีปัญหาอะไร และแคมเปญของเราจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร การเล่าแบบนี้จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพตาม เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร และรู้สึกเชื่อมโยงกับไอเดียของเราได้ง่ายขึ้นค่ะ ซึ่งนำไปสู่การยอมรับและความร่วมมือที่ดีขึ้น ฉันเคยเห็นไอเดียธรรมดาๆ กลายเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้ เพียงเพราะคนนำเสนอสามารถเล่าเรื่องราวที่น่าดึงดูดใจได้ค่ะ
สร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คน
นอกจากจะช่วยให้คนเข้าใจแล้ว การเล่าเรื่องยังมีพลังในการสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยค่ะ ในการทำงานเป็นทีม การที่เราสามารถเล่าเรื่องราวที่กระตุ้นให้ทุกคนเห็นถึงวิสัยทัศน์ร่วมกัน เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่กำลังทำอยู่ จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและทำให้ทีมทำงานได้อย่างมีพลังมากขึ้น ฉันเองก็เคยใช้เรื่องเล่าในการจุดประกายให้ทีมงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า และผลลัพธ์ที่ได้คือทุกคนทำงานด้วยความทุ่มเทและมี Passion อย่างเต็มเปี่ยม นอกจากนี้ การเล่าเรื่องยังช่วยสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันในทีมด้วยนะคะ บางครั้งเราอาจจะเจอเพื่อนร่วมงานที่มีปัญหาหรือความท้าทาย การที่เราสามารถทำความเข้าใจ “เรื่องราว” เบื้องหลังของพวกเขา จะช่วยให้เราเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม การเชื่อมโยงผู้คนผ่านเรื่องราว ไม่ใช่แค่ในที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในวงการด้วยค่ะ การที่เราสามารถเล่าเรื่องราวของเราให้คนอื่นฟังได้อย่างน่าสนใจ ก็จะทำให้คนจดจำเราได้และอยากจะสร้างความสัมพันธ์กับเราในระยะยาว เพราะคนเราชอบฟังเรื่องราวมากกว่าการฟังข้อมูลดิบๆ เสมอค่ะ
พัฒนาทักษะการเล่าเรื่องให้เฉียบคมอยู่เสมอ
ฝึกฝนจากแหล่งเรียนรู้รอบตัว
ทักษะการเล่าเรื่องก็เหมือนกล้ามเนื้อค่ะ ยิ่งฝึกฝนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น ฉันอยากจะบอกเพื่อนๆ เลยว่า แหล่งเรียนรู้เรื่องการเล่าเรื่องมีอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิทาน ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแม้กระทั่งโฆษณาต่างๆ ในทีวีและออนไลน์ ลองสังเกตดูสิคะว่าเรื่องราวเหล่านั้นถูกเล่าอย่างไร มีโครงสร้างแบบไหน อะไรคือจุดที่ทำให้เราอิน หรืออะไรคือจุดที่ทำให้เราจำได้ แล้วลองนำหลักการเหล่านั้นมาปรับใช้กับการเล่าเรื่องของเราเอง นอกจากนี้ ในยุคนี้ยังมีคอร์สออนไลน์มากมาย ทั้งฟรีและเสียเงิน ที่สอนเกี่ยวกับการเล่าเรื่องโดยเฉพาะ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบางคอร์สก็สอนโดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำเลยทีเดียวค่ะ การลงทุนกับการเรียนรู้เหล่านี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เพราะทักษะการเล่าเรื่องที่ดีจะติดตัวเราไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนสายงานไปทำอะไรก็ตาม ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และฝึกฝนการเล่าเรื่องอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่าไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบสำหรับการพัฒนาตัวเองค่ะ
หาโอกาสลองผิดลองถูกและรับฟังความคิดเห็น

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องคือการ “ลงมือทำ” ค่ะ อย่ากลัวที่จะลองเล่าเรื่องราวของตัวเองออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อก โพสต์บนโซเชียลมีเดีย อัดคลิปวิดีโอ หรือแม้กระทั่งเล่าให้เพื่อนฟัง ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะจากประสบการณ์ของฉัน ความผิดพลาดนี่แหละคือบทเรียนที่ดีที่สุด บางครั้งเรื่องราวที่เราคิดว่าดีที่สุด อาจจะไม่ resonate กับคนอื่นเท่าที่เราคิดไว้ก็ได้ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะนั่นคือโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้และปรับปรุงให้ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการ “รับฟังความคิดเห็น” จากผู้อื่นค่ะ ลองขอให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานช่วยฟังเรื่องราวของเราแล้วให้ฟีดแบ็กดูสิคะ ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เข้าใจไหม มีตรงไหนที่น่าสนใจเป็นพิเศษ หรือมีตรงไหนที่ควรปรับปรุงบ้าง ฟีดแบ็กเหล่านี้มีค่ามากๆ ค่ะ เพราะจะช่วยให้เราเห็นมุมมองที่เราอาจจะมองไม่เห็น และนำมาพัฒนาการเล่าเรื่องของเราให้เฉียบคมยิ่งขึ้นไปอีก ฉันเองก็ได้รับฟีดแบ็กจากผู้อ่านบล็อกอยู่เสมอ ซึ่งช่วยให้ฉันสามารถเขียนคอนเทนต์ที่ตรงใจและเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ได้มากขึ้นค่ะ การเล่าเรื่องคือศิลปะที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่รับรองได้เลยว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าเกินคาดแน่นอน
글을 마치며
เพื่อนๆ คะ การสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้แข็งแกร่งและน่าจดจำในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถ แต่คือการที่เราสามารถ ‘เล่าเรื่อง’ ตัวตน ประสบการณ์ และคุณค่าของเราออกมาได้อย่างจับใจค่ะ จากที่ฉันได้แบ่งปันไปทั้งหมด ฉันหวังว่าเพื่อนๆ จะมองเห็นแล้วว่าเรื่องเล่ามีพลังขนาดไหน ไม่ว่าจะในเอกสารสมัครงาน การสัมภาษณ์ หรือแม้แต่การนำเสนอไอเดียให้กับลูกค้า มันคือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นๆ อย่างแท้จริง
ฉันอยากให้ทุกคนกล้าที่จะค้นหาเรื่องราวของตัวเอง กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง และกล้าที่จะแบ่งปันมันออกไปค่ะ เพราะทุกประสบการณ์ของเรา ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีคุณค่าและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้เสมอ การเล่าเรื่องราวของเราอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติ จะนำพาโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตเราอย่างไม่น่าเชื่อ และช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงบนเส้นทางที่เราเลือกเดินนะคะ
알아두면 쓸모 있는 정보
1. พอร์ตโฟลิโอไม่ใช่แค่รวบรวมผลงาน แต่คือการเล่าเรื่องราวการเดินทางในอาชีพของคุณ
2. ใช้เทคนิค STAR ในการตอบคำถามสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้การเล่าเรื่องมีโครงสร้างและครบถ้วน
3. การสื่อสารไอเดียด้วยเรื่องราวจะช่วยให้ทีมงานและลูกค้าเข้าใจและคล้อยตามได้ง่ายขึ้น
4. อย่าหยุดที่จะเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการเล่าเรื่องจากแหล่งต่างๆ รอบตัวคุณอยู่เสมอ
5. กล้าที่จะลองผิดลองถูกและเปิดใจรับฟังความคิดเห็น เพื่อพัฒนาการเล่าเรื่องของคุณให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
สำคัญที่ต้องจำ
โดยสรุปแล้ว การเล่าเรื่องคือหัวใจสำคัญในการสร้างแบรนด์ส่วนตัวที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะในโปรไฟล์ออนไลน์ เอกสารสมัครงาน การสัมภาษณ์ หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเล่าเรื่องราวที่จริงใจจะทำให้คุณโดดเด่น น่าจดจำ และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ได้เสมอ อย่าลืมฝึกฝนและพัฒนาทักษะนี้อย่างต่อเนื่องนะคะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: การเล่าเรื่องที่ว่ามานี่ มันต่างกับการเขียนเรซูเม่หรือพอร์ตโฟลิโอแบบธรรมดายังไงเหรอคะ แล้วมันสำคัญกับคนหางานสายครีเอทีฟขนาดไหน?
ตอบ: อู้ว คำถามนี้โดนใจสุดๆ เลยค่ะ! คืออย่างนี้ค่ะเพื่อนๆ การเขียนเรซูเม่หรือพอร์ตโฟลิโอแบบธรรมดาที่เราเคยชินกัน มันก็เหมือนการนำเสนอ ‘ข้อมูล’ ดิบๆ ว่าเราทำอะไรได้บ้าง มีประสบการณ์อะไรบ้าง ถูกไหมคะ?
แต่พอเป็น ‘การเล่าเรื่อง’ แล้วเนี่ย มันจะเหนือกว่านั้นไปอีกขั้นค่ะ ลองนึกภาพตามนะคะ แทนที่จะบอกว่า “ฉันเคยเขียนบทความด้านการท่องเที่ยว” ตรงๆ ทื่อๆ เราลองเล่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจดูสิคะ เช่น “จากประสบการณ์ตรงที่ได้ออกเดินทางเก็บเกี่ยวเรื่องราวในจังหวัดทางภาคเหนือ ฉันได้นำประสบการณ์เหล่านั้นมาถ่ายทอดเป็นบทความท่องเที่ยวที่เข้าถึงใจผู้อ่าน จนมียอดวิวสูงกว่า 10,000 ครั้งในเวลาเพียงหนึ่งเดือน” เห็นไหมคะว่ามันต่างกันลิบลับเลย!
มันไม่ใช่แค่การบอกว่าทำอะไร แต่เป็นการบอกว่า ‘ทำไม’ ถึงทำ, ‘ทำอย่างไร’ ให้สำเร็จ, ‘ผลลัพธ์’ ที่ได้คืออะไร และ ‘ความรู้สึก’ ที่เรามีต่อสิ่งนั้นคืออะไร สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่ทำให้คนอ่านหรือคนฟัง ‘รู้สึก’ และ ‘เชื่อมโยง’ กับเราได้ ไม่ใช่แค่รับรู้ข้อมูลเฉยๆ สำหรับสายครีเอทีฟหรือสายคอนเทนต์อย่างพวกเรานะ บอกเลยว่าสำคัญมากกกก!
เพราะงานของเราคือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การเล่าเรื่องจึงเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอไอเดีย ผลงาน และแม้กระทั่งตัวตนของเราให้โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งมากมาย การเล่าเรื่องที่ดีจะทำให้เราดูน่าสนใจ มีชีวิตชีวา และแสดงให้เห็นถึง “ความคิดสร้างสรรค์” ที่แท้จริงของเราตั้งแต่แรกเลยค่ะ
ถาม: แล้วเราจะเอาทักษะการเล่าเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้กับเรซูเม่ พอร์ตโฟลิโอ หรือตอนสัมภาษณ์งานยังไงให้ดูไม่ ‘โอ้อวด’ เกินไปคะ? มีเคล็ดลับดีๆ บ้างไหม?
ตอบ: นี่แหละค่ะคำถามที่หลายคนกังวล! จะเล่าเรื่องยังไงไม่ให้ดูเหมือนอวยตัวเอง หรือดูเหมือนโม้จนเกินจริง? เคล็ดลับที่ฉันใช้และได้ผลดีเสมอเลยนะคะ คือการเน้นไปที่ ‘ประสบการณ์จริง’ และ ‘ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม’ ค่ะ ไม่ต้องพยายามสร้างเรื่องที่ซับซ้อน แต่ให้ดึงเอาแก่นของสิ่งที่เราเคยทำออกมาเล่าให้มี “โครงสร้าง” ที่น่าสนใจ ลองใช้เทคนิค STAR Method (Situation, Task, Action, Result) มาปรับใช้ดูค่ะ
สำหรับเรซูเม่: แทนที่จะใส่แค่ลิสต์งานที่เคยทำ ลองใส่ประโยคสั้นๆ ที่เล่าเรื่องราวความสำเร็จแต่ละอย่าง เช่น “พัฒนาแคมเปญการตลาดดิจิทัลสำหรับสินค้า X จนยอดขายเพิ่มขึ้น 30% ใน 3 เดือน”
สำหรับพอร์ตโฟลิโอ: อันนี้ยิ่งเป็นสนามเด็กเล่นของนักเล่าเรื่องเลยค่ะ!
นอกจากจะโชว์ผลงานสวยๆ แล้ว ลองใส่ “เบื้องหลัง” ของการทำงานแต่ละชิ้นดูสิคะ เช่น ‘ความท้าทายที่เจอ’, ‘วิธีที่เราแก้ปัญหา’, ‘แรงบันดาลใจ’, หรือ ‘สิ่งที่ได้เรียนรู้’ จากโปรเจกต์นั้นๆ การใส่เรื่องราวเหล่านี้เข้าไปจะทำให้พอร์ตของเรามีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่รวมภาพสวยๆ แต่เล่าเรื่องความสามารถและกระบวนการคิดของเราได้ดีเยี่ยมค่ะ
ตอนสัมภาษณ์งาน: อันนี้สำคัญสุดๆ!
อย่าแค่ตอบคำถามตรงๆ แต่ให้เล่าเป็นเรื่องราวค่ะ เช่น ถ้าถูกถามว่า “คุณเคยเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากในการทำงานไหม?” แทนที่จะตอบแค่ “เคยค่ะ” ลองเล่าสถานการณ์นั้นอย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มต้นเจออะไร, เราทำอะไรไปบ้าง, ผลลัพธ์เป็นยังไง และเราเรียนรู้อะไรจากมัน การเล่าแบบนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็น ‘ตัวตน’ และ ‘วิธีคิด’ ของเราได้อย่างชัดเจนค่ะ จำไว้นะคะว่าคนเราชอบฟังเรื่องเล่ามากกว่าฟังข้อมูล และที่สำคัญคือต้องเล่าอย่าง ‘จริงใจ’ และ ‘กระตือรือร้น’ ในแบบที่เราเป็นจริงๆ ค่ะ
ถาม: ถ้าเราไม่ได้มีประสบการณ์หวือหวา หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องการเล่าเรื่องเลย เราจะพัฒนาทักษะนี้ได้ยังไงบ้างคะ? มีอะไรแนะนำไหม?
ตอบ: โห! เข้าใจเลยค่ะว่าหลายคนอาจจะรู้สึกแบบนี้ ยิ่งถ้าเพิ่งเริ่มเข้าวงการ หรือยังไม่มีประสบการณ์เยอะๆ อาจจะคิดว่า “ฉันไม่มีเรื่องจะเล่า” เลยก็ได้ใช่ไหมคะ?
แต่อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะทุกคน! เพราะทักษะการเล่าเรื่องเนี่ย มันเหมือนกล้ามเนื้อค่ะ ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแรง! นี่คือสิ่งที่ฉันเองก็ทำมาตลอดค่ะ:
1.
เริ่มจากเรื่องเล็กๆ รอบตัว: ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไปค่ะ ลองสังเกตสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ‘ปัญหาที่เราเจอแล้วแก้ไขได้เอง’, ‘ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น’, หรือ ‘สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด’ ลองเล่าให้เพื่อนฟังก่อนก็ได้ค่ะ ฝึกการเรียบเรียงความคิดและเลือกคำพูด
2.
ฝึกเขียนบันทึกหรือบล็อกสั้นๆ: ลองเขียนเล่าเรื่องราวในแต่ละวัน หรือประสบการณ์ที่เราเจอมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องส่วนตัว การเขียนจะช่วยให้เราจัดระเบียบความคิดและค้นหา ‘มุมมอง’ ที่น่าสนใจในการนำเสนอเรื่องราวได้ค่ะ อาจจะเริ่มจากแพลตฟอร์มอย่าง Medium หรือ Facebook Notes ก็ได้ค่ะ
3.
ศึกษาจากนักเล่าเรื่องเก่งๆ: ลองดู TED Talks, อ่านหนังสือประเภท Biography, หรือดูวิดีโอสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จ สังเกตว่าพวกเขาเล่าเรื่องยังไง ทำไมเราถึงรู้สึกอินและคล้อยตาม บางทีการเรียนรู้จากคนอื่นก็เป็นทางลัดที่ดีเลยนะคะ
4.
เน้น ‘ทำ’ ให้เกิดเรื่อง: สุดท้ายแต่สำคัญที่สุดค่ะ! ถ้าเราอยากมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ เราก็ต้องออกไป ‘สร้าง’ ประสบการณ์ใหม่ๆ ค่ะ อย่ากลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะใหม่, อาสาสมัคร, หรือเข้าร่วมโปรเจกต์ต่างๆ เพราะทุกประสบการณ์คือ ‘วัตถุดิบ’ ชั้นดีที่จะกลายมาเป็นเรื่องราวของเราในอนาคตค่ะ จำไว้นะคะว่าทุกคนมีเรื่องราวเป็นของตัวเองค่ะ แค่เราต้องหามันให้เจอและฝึกที่จะถ่ายทอดมันออกมาให้เป็นศิลปะเท่านั้นเอง!
เป็นกำลังใจให้นะคะ!






