เปิดสูตรลับนักเล่าเรื่องมืออาชีพ: สร้างคอนเทนต์ให้ปัง เจาะลึกเทคนิคและกรณีศึกษาที่ไม่ควรพลาด

webmaster

스토리텔러 관련 직업의 다양한 이야기 제작 방법과 사례 분석과 연구 - **Prompt: The Essence of Emotional Storytelling**
    A captivating, candid photograph of a Thai fem...

ในโลกที่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมายเหลือเกินนะคะ ฉันเองก็รู้สึกได้เลยว่าการจะทำให้ใครสักคนหันมาสนใจสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารออกไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงทรงพลังเสมอมา ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ก็คือ “เรื่องเล่า” ใช่แล้วค่ะ!

เรื่องราวดีๆ มีพลังที่สามารถดึงดูดใจผู้คน ทำให้เราคล้อยตาม สร้างความประทับใจ และที่สำคัญคือสร้างความผูกพันได้อย่างไม่น่าเชื่อจากประสบการณ์ตรงของฉันที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ ฉันเห็นเลยว่าอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเล่าเรื่อง หรือที่เรียกว่า Storyteller หรือ Content Creator กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในประเทศไทยสุดๆ ไปเลยค่ะ ยิ่งเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทช่วยสร้างสรรค์งานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วในปี 2024-2025 นี้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนบท หรือสร้างภาพสวยๆ มันก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์ผลงานที่น่าทึ่งมากขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้เลยคือ “ความจริงใจ” และ “ประสบการณ์” ที่เราใส่ลงไปในเรื่องเล่านั้นๆ ค่ะคำถามคือ แล้วเราจะเล่าเรื่องยังไงให้โดนใจ ให้คนรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว?

มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เรื่องของเราไม่จมหายไปท่ามกลางคอนเทนต์มากมายในโลกออนไลน์? และที่สำคัญ จะเปลี่ยน “เรื่องเล่า” ให้กลายเป็น “รายได้” ได้อย่างไรในยุคที่ Creator Economy เติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ฉันจะมาแบ่งปันเคล็ดลับและกรณีศึกษาที่น่าสนใจเหล่านี้ให้ทุกคนได้รู้กันแบบละเอียดเลยค่ะ ลองจินตนาการดูสิคะว่าถ้าเราสามารถเล่าเรื่องราวที่ทำให้คนฟังจดจำเราได้ สร้างความเชื่อมั่น และกลายเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือในสายงานของเรา มันจะเปิดโอกาสให้ชีวิตของเราเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนมาเริ่มต้นค้นพบพลังแห่งการเล่าเรื่องและโอกาสอันสดใสในอาชีพ Storyteller ไปด้วยกันในบทความนี้เลยนะคะ ฉันรับรองว่าข้อมูลและเทคนิคต่างๆ ที่นำมาฝาก จะช่วยจุดประกายไอเดียและให้แนวทางที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงอย่างแน่นอนค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าการเล่าเรื่องไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิลปะ แต่เป็นทักษะสำคัญที่สร้างมูลค่าได้มหาศาลจริงๆ ค่ะมาเรียนรู้ทุกแง่มุมของการสร้างสรรค์เรื่องราวให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลนี้ไปด้วยกันในเนื้อหาด้านล่างอย่างละเอียดเลยนะคะ!

หัวใจของการเล่าเรื่อง: ทำไมใครๆ ก็หลงใหล?

스토리텔러 관련 직업의 다양한 이야기 제작 방법과 사례 분석과 연구 - **Prompt: The Essence of Emotional Storytelling**
    A captivating, candid photograph of a Thai fem...

ในโลกโซเชียลที่ทุกอย่างหมุนไปเร็วเหลือเกินแบบนี้นะคะ คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางเรื่องถึงยังคงตราตรึงอยู่ในใจเราได้นานแสนนาน? สำหรับฉันแล้ว คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังมากค่ะ นั่นก็คือ “การเล่าเรื่อง” เพราะเรื่องเล่าไม่ใช่แค่การส่งผ่านข้อมูล แต่มันคือการสร้างประสบการณ์ร่วม การเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยตัวเอง ลองนึกภาพดูสิคะ เวลาที่เราฟังเพื่อนเล่าเรื่องตลกๆ ที่เพิ่งเจอมา เราไม่ได้แค่รับรู้ว่ามีเรื่องตลกเกิดขึ้น แต่เราได้หัวเราะไปกับมัน ได้เห็นภาพในหัว ได้รู้สึกถึงบรรยากาศตอนนั้นไปพร้อมๆ กัน นั่นแหละค่ะคือพลังที่แท้จริงของการเล่าเรื่องที่ดี มันไม่ใช่แค่การพูด แต่เป็นการ “ถ่ายทอด” ความรู้สึก ประสบการณ์ และมุมมอง ที่มีแต่คนเท่านั้นที่ทำได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ความสามารถในการเล่าเรื่องที่กินใจก็ยังคงเป็นทักษะที่มนุษย์เราต้องมี และจะยิ่งมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้นจนเราแทบจะหาแก่นแท้ไม่เจอ การเล่าเรื่องจะช่วยกรองสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจดจำค่ะ

เชื่อมโยงอารมณ์ สู่ความประทับใจไม่รู้ลืม

ฉันเชื่อมาตลอดเลยนะคะว่าคนเราตัดสินใจด้วยอารมณ์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การติดตามใครสักคน หรือแม้แต่การใช้เวลาอ่านบทความอะไรสักอย่าง ถ้าเรื่องราวของเราสามารถปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความตลก ความซึ้ง หรือแม้แต่ความหงุดหงิดที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา นั่นแหละค่ะคือจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่แท้จริง ประสบการณ์ตรงของฉันเองก็เห็นได้ชัดเลยว่าเวลาที่เราเล่าเรื่องที่จริงใจ มีความเป็นมนุษย์สูง ผู้ฟังจะรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนเพื่อน เป็นคนรู้จักที่กำลังแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้ฟัง ไม่ใช่แค่ผู้บรรยายข้อมูลเฉยๆ การใช้ภาษาที่เข้าถึงง่าย ไม่เป็นทางการมากเกินไป มีการสอดแทรกอารมณ์ขัน หรือแม้แต่ความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเคยเจอ ก็ยิ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า “เออ ฉันก็เคยเป็นแบบนี้” หรือ “เข้าใจเลยความรู้สึกนี้” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำได้ลึกซึ้งเท่ามนุษย์เราแน่นอนค่ะ

สร้างคุณค่าด้วยเรื่องเล่าที่แตกต่าง

ในยุคที่ใครๆ ก็เป็น Content Creator ได้ การที่จะทำให้เรื่องเล่าของเราโดดเด่นออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือเราต้องค้นหา “คุณค่า” ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ว่าเราอยากจะส่งมอบอะไรให้ผู้ฟัง?

เรามีความเชี่ยวชาญด้านไหน? หรือมีประสบการณ์อะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น? พอเราเจอจุดแข็งของเราแล้ว ก็เอามาผสมผสานกับการเล่าเรื่องให้กลายเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร อย่างของฉันเองที่เน้นเรื่องการใช้ชีวิตในต่างแดน การท่องเที่ยว หรือเคล็ดลับการใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฉันก็จะพยายามเล่าเรื่องที่ลงลึกในรายละเอียดที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ หรือเล่าในมุมที่สดใหม่ไม่ซ้ำใคร การใส่ประสบการณ์จริงเข้าไปเยอะๆ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแบ่งปันสิ่งดีๆ นี่แหละค่ะ ที่ทำให้เรื่องเล่าของเรามีคุณค่าและดึงดูดผู้คนให้เข้ามาติดตามอย่างต่อเนื่อง

เทคนิคเล่าเรื่องให้ “โดนใจ” คนฟัง ไม่ใช่แค่ “ให้ข้อมูล”

แค่บอกเล่าไปเฉยๆ บางทีคนก็อาจจะฟังแล้วผ่านไปใช่ไหมคะ? แต่ถ้าเรามีเทคนิคในการเล่าเรื่องที่ดี มันจะเปลี่ยนจากการแค่ “รับรู้” ให้กลายเป็น “จดจำ” ได้เลยค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง การที่จะเล่าเรื่องให้โดนใจคนจริงๆ นั้น มันต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจผู้ฟังของเราก่อนว่าเขาสนใจอะไร มีปัญหาอะไรที่อยากแก้ไข หรือกำลังมองหาอะไรอยู่ พอเราเข้าใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว การเลือกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและมีคุณค่ากับเขาก็จะทำได้ง่ายขึ้น ทีนี้เราก็มาดูกันว่ามีเทคนิคอะไรบ้างที่จะทำให้เรื่องของเราน่าติดตามและมีเสน่ห์มากขึ้น ที่ฉันมักจะใช้บ่อยๆ นะคะ

Advertisement

เปิดเรื่องให้น่าสนใจ ดึงดูดตั้งแต่แรกเห็น

เหมือนกับการจีบใครสักคนเลยค่ะ ถ้าเริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง การเปิดเรื่องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะตัดสินว่าผู้ฟังจะอยู่กับเราต่อไปหรือไม่ ฉันมักจะเริ่มต้นด้วยคำถามที่กระตุ้นความคิด เรื่องเล่าสั้นๆ ที่น่าแปลกใจ หรือสถิติที่น่าสนใจ หรือแม้แต่การเปรียบเทียบอะไรบางอย่างที่คาดไม่ถึง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังเข้ามาในโลกของเราตั้งแต่ประโยคแรกๆ เลย อย่างเช่น ถ้าฉันจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ฉันอาจจะเริ่มด้วยคำถามว่า “เคยไหมคะที่รู้สึกว่าชีวิตมันน่าเบื่อจนอยากหนีไปให้ไกลที่สุด?” หรือ “คุณรู้ไหมว่ามีที่ลับๆ ในกรุงเทพฯ ที่สวยเหมือนอยู่ต่างประเทศเลยนะ?” การเปิดเรื่องแบบนี้จะสร้างความอยากรู้ อยากติดตาม และทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเขา เกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังคิดหรือสนใจอยู่ค่ะ

สร้างโครงเรื่องที่มีชีวิตชีวาและจุดพีคที่น่าจดจำ

เรื่องเล่าที่ดีก็เหมือนกับการเดินทางที่มีจุดเริ่มต้น เส้นทางที่น่าตื่นเต้น และปลายทางที่ประทับใจค่ะ เราไม่ควรเล่าเรื่องแบบราบเรียบไปเรื่อยๆ แต่ควรมีการสร้าง “ตัวละคร” ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง หรือบุคคลที่เรากำลังพูดถึง มี “ความขัดแย้ง” หรือ “ปัญหา” ที่ต้องเผชิญ และมี “จุดสูงสุด” หรือ “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้เรื่องราวน่าตื่นเต้น การใช้ภาษาที่เห็นภาพ มีการบรรยายความรู้สึก อารมณ์ และบรรยากาศ จะช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนได้ไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ นอกจากนี้ การแทรกบทสนทนา หรือการใช้คำพูดที่แสดงอารมณ์จะทำให้เรื่องดูมีชีวิตชีวามากขึ้น และที่สำคัญคือต้องมี “ข้อคิด” หรือ “บทสรุป” ที่ผู้ฟังสามารถนำไปปรับใช้หรือจดจำได้ ไม่ใช่แค่ฟังจบแล้วก็จบไป

ใช้ AI เป็นผู้ช่วยคู่ใจ ไม่ใช่ผู้สร้างแทนที่

อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกเลยนะคะว่า AI เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในโลกของ Content Creation ช่วงปี 2024-2025 นี้ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ AI เข้ามาช่วยในการทำงานอยู่เป็นประจำค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่ฉันอยากจะเน้นย้ำมากๆ เลยก็คือ เราต้องใช้ AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้สร้าง” ที่จะเข้ามาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ของเราทั้งหมด เพราะสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ดีเท่าคนคือ “ความลึกซึ้งทางอารมณ์” “ความเข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง” และ “การเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัว” เข้ากับเรื่องเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ ดังนั้น ถ้าเราจะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราต้องเป็นคนควบคุมมัน ไม่ใช่ให้มันมาควบคุมเรา และใช้มันเพื่อเสริมจุดแข็งของเราต่างหาก

AI ช่วยร่างโครงสร้างและไอเดียเบื้องต้น

เวลาที่ฉันรู้สึกสมองตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก หรืออยากได้มุมมองใหม่ๆ ในการเล่าเรื่อง ฉันจะใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยระดมสมองค่ะ เช่น ฉันอาจจะป้อนข้อมูลเข้าไปว่า “ช่วยแนะนำโครงเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่แบบประหยัดหน่อย” หรือ “ช่วยลิสต์ประเด็นที่น่าสนใจในการพูดถึงอาชีพ Storyteller” AI ก็จะช่วยสร้างโครงร่าง หรือลิสต์ไอเดียเบื้องต้นออกมาให้เราได้เยอะแยะเลยค่ะ ซึ่งตรงนี้ช่วยประหยัดเวลาในการเริ่มต้นคิดได้มาก ทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับการเติมเต็มเรื่องราวด้วยประสบการณ์ส่วนตัว ใส่ความรู้สึก และปรับภาษาให้เป็นสไตล์ของเราได้เต็มที่ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยจัดระเบียบความคิดของเราให้เป็นระบบมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ปรับแต่งและใส่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์

หลังจากที่ AI ช่วยร่างโครงหรือเนื้อหาเบื้องต้นมาให้แล้ว ขั้นตอนต่อมาที่สำคัญที่สุดคือการ “ปรับแต่ง” ค่ะ ฉันจะไม่ใช้สิ่งที่ AI สร้างมาให้แบบ 100% เลยเด็ดขาด เพราะถ้าทำแบบนั้น รับรองได้เลยว่าคนอ่านจะจับได้แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เขียน ฉันจะนำโครงนั้นมาใส่ “จิตวิญญาณ” ของตัวเองลงไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สำนวนที่เราถนัด การเล่าประสบการณ์ตรงที่ AI ไม่เคยเจอ การใส่ความรู้สึกสุข เศร้า เหงา หรือตื่นเต้นลงไปในเนื้อหา การใช้ภาษาถิ่นหรือคำสแลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มเป้าหมายของเรา สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่จะทำให้คอนเทนต์ของเรามี “ตัวตน” มี “ชีวิต” และแตกต่างจากคอนเทนต์ที่ AI สร้างขึ้นมาทั่วไป เหมือนการปั้นดินให้เป็นรูปเป็นร่างแล้วเราก็มาใส่เสื้อผ้า เครื่องประดับ และลงสีสันให้มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ

สร้างรายได้จากเรื่องเล่า: เส้นทางสู่ Creator Economy ที่ยั่งยืน

การเล่าเรื่องไม่ได้เป็นแค่ศิลปะ แต่ยังเป็นทักษะที่สร้างมูลค่ามหาศาลได้ด้วยนะคะ! ในยุคที่ Creator Economy เติบโตแบบก้าวกระโดดแบบนี้ การที่เราเป็น Storyteller ที่มีเรื่องเล่าน่าสนใจ ก็เหมือนเรามีสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีค่ามากๆ อยู่ในมือเลยค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง การที่จะเปลี่ยนเรื่องเล่าให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงนั้น มันต้องอาศัยการวางแผนและกลยุทธ์ที่ดีค่ะ ไม่ใช่แค่การสร้างคอนเทนต์ไปเรื่อยๆ แต่ต้องคิดถึงช่องทางในการสร้างรายได้ที่หลากหลาย และต้องเข้าใจกลไกของแพลตฟอร์มต่างๆ ด้วย เหมือนเรากำลังทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง ที่มี “เรื่องเล่า” เป็นผลิตภัณฑ์หลักนั่นเองค่ะ

หลากหลายช่องทางสร้างรายได้สำหรับ Storyteller

มีช่องทางมากมายเลยค่ะที่เราจะสามารถสร้างรายได้จากการเล่าเรื่องของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • โฆษณาบนแพลตฟอร์ม (AdSense / YouTube Ads): เป็นช่องทางพื้นฐานที่หลายคนใช้ โดยเฉพาะบล็อกเกอร์หรือ YouTuber ค่ะ รายได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนการเข้าชมและค่า CPC/RPM ของโฆษณา
  • การรีวิวสินค้า/บริการ (Sponsored Content): ถ้าเรามีผู้ติดตามที่เหนียวแน่นและเชื่อใจเรา แบรนด์ต่างๆ ก็พร้อมที่จะมาจ้างเราให้รีวิวสินค้าหรือบริการของเขาค่ะ ซึ่งเราต้องเลือกสินค้าที่ตรงกับสไตล์ของเราและไม่หลอกลวงผู้ติดตามนะคะ
  • การขายสินค้าของตัวเอง (Merchandise / Digital Products): เราสามารถสร้างสินค้าของตัวเองขึ้นมาได้ค่ะ เช่น อีบุ๊ก คอร์สออนไลน์ หรือสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราเล่า นี่เป็นวิธีที่สร้างรายได้ได้สูงและควบคุมได้เองเลย
  • การรับบริจาค/สนับสนุน (Donations / Patronage): แพลตฟอร์มอย่าง Patreon หรือการกด Subscribe ใน YouTube ก็เป็นช่องทางที่ผู้ติดตามสามารถสนับสนุนเราได้โดยตรง เพื่อเป็นกำลังใจให้เราสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ต่อไปค่ะ
Advertisement

สิ่งสำคัญคือเราต้องพยายามกระจายความเสี่ยงโดยการมีรายได้จากหลายๆ ช่องทางค่ะ

วางแผนโครงสร้างรายได้ให้เติบโตยั่งยืน

ฉันเคยเห็นหลายคนที่มุ่งแต่จะทำคอนเทนต์อย่างเดียว โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องการสร้างรายได้ตั้งแต่แรก สุดท้ายก็หมดแรงและล้มเลิกไปค่ะ ดังนั้น การวางแผนเรื่องรายได้จึงสำคัญไม่แพ้การสร้างคอนเทนต์เลย เราต้องคิดว่าคอนเทนต์แต่ละชิ้นที่เราสร้างขึ้นมา จะสามารถนำไปสู่ช่องทางรายได้ใดได้บ้าง เช่น บทความรีวิวร้านอาหาร ก็อาจจะนำไปสู่การจ้างรีวิวร้านอื่นๆ ในอนาคตได้ หรือวิดีโอสอนทำอาหาร ก็อาจจะนำไปสู่การขายอีบุ๊กสูตรอาหารได้ การทำความเข้าใจเรื่อง CTR (อัตราการคลิกผ่าน) หรือ RPM (รายได้ต่อการแสดงผลพันครั้ง) สำหรับ AdSense ก็สำคัญค่ะ เราต้องวิเคราะห์ข้อมูลและปรับปรุงคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์การสร้างรายได้อยู่เสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ยึดติดกับรายได้แค่ทางใดทางหนึ่ง แต่ต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้จากเรื่องเล่าของเราอยู่เสมอเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวค่ะ

สร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพัน: หัวใจของ Storyteller มืออาชีพ

스토리텔러 관련 직업의 다양한 이야기 제작 방법과 사례 분석과 연구 - **Prompt: Human Creativity Augmented by AI**
    A dynamic, modern image of a Thai male content crea...
การที่เราจะอยู่รอดและเติบโตในฐานะ Storyteller ได้อย่างยั่งยืนนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ายอดวิวหรือยอดไลค์ ก็คือ “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความผูกพัน” ที่เราสร้างขึ้นกับผู้ฟังค่ะ เพราะถ้าคนเชื่อใจเรา เขาก็พร้อมที่จะอยู่กับเราไปนานๆ พร้อมที่จะสนับสนุนเรา และพร้อมที่จะฟังสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารออกไปเสมอ จากประสบการณ์ตรงของฉัน ฉันเห็นเลยว่าคอนเทนต์ที่เน้นความจริงใจ ความเป็นธรรมชาติ และการแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ จะได้รับความไว้วางใจจากผู้ฟังมากกว่าคอนเทนต์ที่พยายามจะสร้างภาพหรือดูเป็นทางการมากเกินไปค่ะ เหมือนเราเป็นเพื่อนที่กำลังแนะนำสิ่งดีๆ ให้กันฟัง ไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าที่มาพูดอะไรบางอย่างให้ฟัง

หลักการ E-E-A-T: ประสบการณ์, ความเชี่ยวชาญ, สิทธิอำนาจ, ความน่าเชื่อถือ

หลักการ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) เป็นสิ่งที่ Google ให้ความสำคัญมากๆ ในการจัดอันดับเว็บไซต์ ซึ่งฉันคิดว่ามันเป็นหลักการที่ Storyteller ทุกคนควรยึดถือในการสร้างคอนเทนต์เลยค่ะ

หลักการ E-E-A-T ความหมายและการนำไปใช้
Experience (ประสบการณ์) เล่าจากประสบการณ์ตรงที่เคยเจอมาจริงๆ เช่น “ฉันเคยไปเที่ยวที่นี่มาแล้วพบว่า…” หรือ “จากการที่ฉันลองใช้ผลิตภัณฑ์นี้ดูนะ…” การเล่าจากประสบการณ์จริงจะทำให้เรื่องมีชีวิตชีวาและน่าเชื่อถือมากขึ้นค่ะ
Expertise (ความเชี่ยวชาญ) แสดงให้เห็นว่าเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรากำลังพูดถึง เช่น ถ้าเราเป็นนักรีวิวอาหาร เราก็ควรจะมีความรู้เรื่องวัตถุดิบ ขั้นตอนการทำ หรือเทคนิคการชิม เพื่อให้คำแนะนำของเรามีน้ำหนักค่ะ
Authoritativeness (สิทธิอำนาจ) การเป็นแหล่งข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในเรื่องนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ แต่เป็นคนที่มีความรู้และได้รับการอ้างอิงบ่อยๆ ในกลุ่มคนสนใจเรื่องเดียวกันค่ะ เช่น การเขียนบทความที่ละเอียดและมีคนแชร์ออกไปเยอะๆ
Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ) สำคัญที่สุดเลยคือความซื่อสัตย์และจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่บิดเบือน การเปิดเผยว่าคอนเทนต์ไหนเป็นสปอนเซอร์ หรือการตอบคำถาม/คอมเมนต์อย่างสม่ำเสมอและมีมารยาทค่ะ

การที่เรานำหลักการเหล่านี้มาปรับใช้ จะช่วยให้คอนเทนต์ของเรามีคุณภาพและได้รับการยอมรับจากผู้ฟังและแพลตฟอร์มต่างๆ ค่ะ

สร้างปฏิสัมพันธ์และชุมชนของผู้ติดตาม

การสร้างคอนเทนต์ที่ดีอย่างเดียวอาจจะไม่พอค่ะ เราต้องพยายามสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตอบคอมเมนต์ ตอบข้อความ หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของ “ชุมชน” ที่เราสร้างขึ้นมา การที่ผู้ฟังรู้สึกผูกพันกับเราและแบรนด์ของเรา จะทำให้พวกเขากลับมาติดตามเราอยู่เสมอ และกลายเป็น “แฟนตัวยง” ที่พร้อมจะสนับสนุนเราในทุกๆ ก้าว ไม่ว่าจะเป็นการกดไลค์ แชร์ หรือแม้แต่ซื้อสินค้าของเรา นี่คือสิ่งที่ AI ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เลยค่ะ มันคือความผูกพันที่มาจากหัวใจสู่หัวใจ ที่เกิดจากการที่เราเปิดใจแบ่งปันเรื่องราวของเราอย่างจริงใจ

จากประสบการณ์ตรง: เคล็ดลับที่อยากบอกต่อไม่มีกั๊ก!

ตลอดเวลาที่ผ่านมากับการเป็น Storyteller และ Content Creator ในโลกออนไลน์ ฉันก็ได้เรียนรู้และเจออะไรมาเยอะแยะมากมายเลยค่ะ มีทั้งเรื่องที่สำเร็จและเรื่องที่ต้องกลับมาทบทวนใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกทุกคนที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้เลยก็คือ “ความจริงใจ” คือกุญแจสำคัญที่สุดค่ะ ไม่มีอะไรจะชนะใจคนได้เท่ากับการที่เราเป็นตัวของตัวเอง และเล่าเรื่องในแบบที่มาจากใจของเราจริงๆ ตอนแรกๆ ฉันเองก็เคยพยายามเลียนแบบสไตล์ของคนอื่น หรือพยายามทำตามเทรนด์ที่กำลังมาแรง แต่สุดท้ายก็รู้สึกไม่ใช่ตัวเอง และคอนเทนต์ที่ออกมาก็ดูไม่เป็นธรรมชาติเลยค่ะ พอฉันหันกลับมาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ และเล่าเรื่องในแบบที่ฉันอยากเล่าจริงๆ นั่นแหละค่ะที่ทำให้ฉันมีความสุขกับงานนี้มากขึ้น และผลตอบรับจากผู้ติดตามก็ดีขึ้นอย่างน่าตกใจเลยค่ะ

อย่ากลัวที่จะ “แตกต่าง”

ในเมื่อโลกออนไลน์มันกว้างใหญ่ และมีคอนเทนต์ให้เลือกดูเลือกอ่านมากมาย การที่เราจะทำอะไรที่ “เหมือนคนอื่น” เป๊ะๆ มันก็ยากที่จะโดดเด่นใช่ไหมคะ? ฉันอยากให้ทุกคนลองสำรวจตัวเองดูค่ะว่ามีอะไรในตัวเราที่เป็นเอกลักษณ์บ้าง?

มีประสบการณ์อะไรที่คนอื่นไม่เคยเจอ? หรือมีมุมมองอะไรที่แตกต่างออกไป? แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นมาใส่ในเรื่องเล่าของเราให้เต็มที่เลยค่ะ บางทีการที่เรากล้าที่จะแตกต่าง กล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างสุดขีด นั่นแหละค่ะที่จะทำให้เรามี “จุดยืน” ที่ชัดเจน และดึงดูดคนที่ชื่นชอบในแบบของเราจริงๆ เข้ามาหา อย่าไปกลัวว่าใครจะไม่ชอบ เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบเราได้หรอกค่ะ แต่เราสามารถสร้างกลุ่มคนที่รักและเข้าใจในสิ่งที่เราทำได้แน่นอน

เรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงอยู่เสมอ

ไม่มีใครที่ทำอะไรได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรกหรอกค่ะ ฉันเองก็เคยเจอคอนเทนต์ที่ไม่ปังบ้าง ยอดวิวไม่ดีบ้าง หรือมีคอมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกท้อแท้บ้าง แต่แทนที่จะยอมแพ้ ฉันจะถือว่ามันเป็นบทเรียนค่ะ ฉันจะกลับมาวิเคราะห์ว่าทำไมมันถึงไม่เวิร์ก?

มีอะไรที่เราสามารถปรับปรุงได้บ้าง? แล้วนำฟีดแบ็กเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองและคอนเทนต์ในครั้งต่อไป การที่เราเปิดใจเรียนรู้และพร้อมที่จะปรับปรุงอยู่เสมอ จะทำให้เราเติบโตไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ค่ะ เพราะโลกของ Content Creation มันไม่เคยหยุดนิ่ง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ จงจำไว้ว่าทุกๆ ความผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปอีกขั้นเสมอ

Advertisement

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอ และวิธีหลีกเลี่ยง

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทาง Storyteller หรือ Content Creator นะคะ ฉันเข้าใจเลยว่ามันมีอะไรให้เรียนรู้เยอะแยะไปหมด บางทีก็รู้สึกท่วมท้นจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี และแน่นอนว่าการเป็นมือใหม่ก็มักจะมาพร้อมกับข้อผิดพลาดที่พบเจอบ่อยๆ ค่ะ ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วเหมือนกัน วันนี้เลยอยากจะมาแบ่งปันข้อผิดพลาดที่ฉันเคยเห็น (และเคยทำเองด้วย!) เพื่อให้ทุกคนสามารถหลีกเลี่ยงและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ เพราะการรู้ว่าอะไรไม่ควรทำ ก็สำคัญไม่แพ้การรู้ว่าอะไรควรทำเลยนะคะ

มุ่งเน้นแต่ยอดวิว/ยอดไลค์ จนลืมแก่นแท้

นี่เป็นกับดักที่หลายคนพลาดพลั้งไปค่ะ โดยเฉพาะในยุคที่ตัวเลขต่างๆ บนโซเชียลมีเดียถูกยกให้เป็นมาตรวัดความสำเร็จ พอเห็นว่าคอนเทนต์บางประเภทได้ยอดวิวเยอะๆ ก็พยายามจะทำตาม ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ใช่สไตล์ของตัวเอง หรือไม่ถนัดในเรื่องนั้นๆ สุดท้ายคอนเทนต์ที่ออกมาก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ ไม่มีความจริงใจ และผู้ติดตามก็สัมผัสได้ค่ะ สิ่งที่ฉันอยากจะบอกคือ ยอดวิวหรือยอดไลค์เป็นเพียงผลพลอยได้จากการที่เราสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดีและมีคุณค่าค่ะ ถ้าเรามุ่งเน้นที่การเล่าเรื่องที่จริงใจ มีประโยชน์ และเป็นตัวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ยอดวิวและผู้ติดตามก็จะตามมาเองอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืนมากกว่าค่ะ จงจำไว้ว่าคุณภาพสำคัญกว่าปริมาณเสมอ

ละเลยการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม

บางคนอาจจะคิดว่าแค่ทำคอนเทนต์ดีๆ ออกมาก็พอแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยนะคะ! การสร้างคอนเทนต์เป็นแค่ครึ่งทาง อีกครึ่งหนึ่งคือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามค่ะ การที่เราไม่ตอบคอมเมนต์ ไม่ตอบข้อความ หรือไม่สร้างปฏิสัมพันธ์ใดๆ เลย จะทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าเราเข้าถึงยาก ไม่เป็นกันเอง และในที่สุดพวกเขาก็อาจจะเลิกติดตามเราไปได้ การที่ฉันพยายามตอบคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์ (เท่าที่ทำได้) ตอบข้อความ หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้ติดตามได้มีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากๆ ค่ะ เหมือนการที่เรามีเพื่อนที่คอยรับฟังและพูดคุยกับเราอยู่เสมอ นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ อย่าลืมว่าผู้ติดตามคือหัวใจสำคัญของการเป็น Storyteller ของเราเลยนะคะ

글을마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน พอได้อ่านเรื่องเล่าและประสบการณ์ที่ฉันนำมาแบ่งปันในวันนี้แล้ว หวังว่าจะช่วยจุดประกายให้หลายๆ คนที่กำลังสร้างสรรค์คอนเทนต์ หรืออยากเป็น Storyteller ได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะ สำหรับฉันแล้ว หัวใจสำคัญจริงๆ ไม่ใช่แค่การมียอดวิวเยอะๆ หรือได้เงินเยอะๆ แต่คือการได้สร้างคุณค่าและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านเรื่องราวที่เราถ่ายทอดออกไปต่างหากค่ะ จำไว้นะคะว่าเทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือ แต่ความจริงใจ ความเป็นมนุษย์ และประสบการณ์ของเรานี่แหละค่ะคือสิ่งที่จะทำให้เราแตกต่างและยั่งยืนได้ในระยะยาว ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างสรรค์เรื่องราวดีๆ และเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่นะคะ!

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย: คนไทยชอบเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย มีความบันเทิง และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้ดีมากๆ ค่ะ ลองสังเกตเทรนด์ใน TikTok หรือ Facebook ของไทยดูนะคะ จะเห็นว่าเนื้อหาวิดีโอสั้นๆ, ไลฟ์สด หรือมีมตลกๆ มักจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความรู้สึกและวัฒนธรรมไทยจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและยอดการมีส่วนร่วมได้มากเลยค่ะ

2. เลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้เหมาะสม: ในไทยแต่ละแพลตฟอร์มก็มีจุดเด่นและกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกันไป Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชนและการซื้อขาย, TikTok เป็นดาวรุ่งที่มาแรงสำหรับวิดีโอสั้นและกระแสไวรัล โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ชอบสร้างสรรค์และรับชมวิดีโอสั้นๆสนุกๆ และ Instagram เหมาะกับการสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงาม. ส่วน LINE ก็สำคัญมากสำหรับการสื่อสารทางธุรกิจและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าค่ะ การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับลักษณะคอนเทนต์และกลุ่มเป้าหมายของเราจะช่วยให้เข้าถึงคนได้ถูกจุดค่ะ

3. การสร้างคอนเทนต์วิดีโอคือสิ่งจำเป็น: คนไทยใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวันในการดูวิดีโอคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสั้น หรือไลฟ์สดก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, TikTok และ YouTube. การลงทุนกับการสร้างสรรค์วิดีโอคุณภาพดี, กระชับ, และน่าสนใจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดความสนใจและเพิ่มยอดการมีส่วนร่วมในยุคนี้ค่ะ

4. การทำงานร่วมกับ Micro-influencer และ KOLs ในไทย: การตลาดแบบ Influencer ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Micro-influencer ที่มีผู้ติดตามไม่มากแต่มีความผูกพันและน่าเชื่อถือในกลุ่มเฉพาะของพวกเขา การร่วมมือกับคนเหล่านี้จะช่วยให้คอนเทนต์ของเราดูน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการพึ่งพา Influencer ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวค่ะ นอกจากนี้ การให้ Influencer ร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการก็เป็นอีกวิธีที่คนไทยตอบรับดีมากๆ ค่ะ

5. ระมัดระวังเรื่องกฎหมายและวัฒนธรรม: การสร้างคอนเทนต์ในประเทศไทยต้องคำนึงถึงข้อกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาออนไลน์ต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย นอกจากนี้ การเคารพวัฒนธรรม ประเพณี และสถาบันสำคัญของไทยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพื่อให้คอนเทนต์ของเราเป็นที่ยอมรับและไม่สร้างความขัดแย้งใดๆ ค่ะ

중요 사항 정리

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งที่ฉันอยากจะย้ำเตือนให้ทุกคนจำขึ้นใจเลยก็คือ “การเล่าเรื่อง” เป็นมากกว่าแค่การให้ข้อมูล มันคือการสร้างความรู้สึกร่วมและความผูกพันระหว่างคุณกับผู้ฟังค่ะ การที่คอนเทนต์ของคุณจะมีคุณค่าและน่าจดจำได้นั้น ต้องเริ่มจากการเป็นตัวของตัวเอง ใส่ประสบการณ์จริงและความจริงใจลงไปให้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวที่จะแตกต่าง เพราะนั่นคือเอกลักษณ์ของคุณ ในขณะเดียวกัน การใช้ AI เข้ามาช่วยก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องใช้ในฐานะ “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ให้มันมาแทนที่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของคุณนะคะ และสุดท้าย แต่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของ “การสร้างรายได้” และ “ความน่าเชื่อถือ” ทั้งหลัก E-E-A-T และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม จะช่วยให้คุณเติบโตในเส้นทาง Storyteller ได้อย่างยั่งยืน และที่สำคัญ อย่าลืมเรียนรู้จากทุกความผิดพลาดและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เหมือนกับที่ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองอยู่ทุกวันค่ะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเล่าเรื่องของตัวเองนะคะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในยุคที่ AI เข้ามาช่วยสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้มากมายแบบนี้ เราจะทำยังไงให้เรื่องเล่าของเรายังคงโดดเด่นและดึงดูดใจคนไทยได้อยู่คะ?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่ฉันเองก็คิดและลงมือทำมาตลอดเลยนะ จากประสบการณ์ตรงของฉันที่คลุกคลีในวงการนี้มาพักใหญ่ ฉันพบว่าถึงแม้ AI จะเก่งกาจในการสร้างโครงเรื่องหรือแม้แต่เขียนร่างบทความให้เราได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้เลยคือ “ความรู้สึก” และ “ประสบการณ์จริง” ของมนุษย์เรานี่แหละค่ะสำหรับคนไทยอย่างเราๆ ที่ชอบฟังเรื่องราวที่มีชีวิตชีวา มีอารมณ์ร่วม สิ่งที่เราควรเน้นคือการใส่ “ตัวตน” ของเราลงไปในทุกๆ เรื่องเล่าค่ะ ลองคิดดูสิคะ เวลาเราอ่านบล็อกหรือดูคลิปของใครสักคน เรามักจะประทับใจกับเรื่องราวที่เหมือนเพื่อนมาเล่าให้ฟัง ไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลมานำเสนอใช่ไหมล่ะคะวิธีที่ฉันใช้บ่อยๆ ก็คือการเล่าผ่านมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวการเดินทางที่เจอเหตุการณ์แปลกๆ, เคล็ดลับการทำอาหารที่ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน, หรือแม้แต่การแบ่งปันความรู้สึกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่ทำให้คนอ่านรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้จริง และสร้างความผูกพันที่ AI ยากจะเลียนแบบ ลองใช้ภาษาที่คุ้นเคย สำนวนที่คนไทยเราใช้กันจริงๆ ใส่ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงความเป็นตัวเราลงไป เรื่องราวของเราจะกลายเป็นเหมือน “เพชร” ที่เปล่งประกายในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์มากมายได้เองค่ะ และการที่คนหยุดอ่านนานขึ้นนี่แหละค่ะที่ทำให้ระยะเวลาการเยี่ยมชม (Dwell Time) เพิ่มขึ้น ซึ่งดีต่อการจัดอันดับของ Google ด้วยนะ!

ถาม: อยากรู้เคล็ดลับค่ะว่าจะเปลี่ยน “เรื่องเล่า” ที่เราตั้งใจทำ ให้กลายเป็น “รายได้” ที่ยั่งยืนใน Creator Economy ของไทยได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่อง AdSense หรือช่องทางอื่นๆ ที่น่าสนใจ?

ตอบ: นี่คือหัวใจสำคัญของ Storyteller ยุคใหม่เลยค่ะ! การเล่าเรื่องให้สนุกอย่างเดียวอาจไม่พอแล้วในยุคนี้ เราต้องรู้จักเปลี่ยน “พลังแห่งเรื่องเล่า” ให้กลายเป็น “พลังแห่งรายได้” ด้วยค่ะสำหรับ AdSense สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างคอนเทนต์ที่ “ดึงดูด” และ “รักษา” คนอ่านให้อยู่กับเราได้นานที่สุดค่ะ อย่างที่ฉันบอกไปในข้อแรก ถ้าเรื่องเล่าของเราน่าสนใจ คนก็จะใช้เวลาอยู่บนหน้าบล็อกเรานานขึ้น ทำให้มีโอกาสเห็นโฆษณามากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงกับรายได้ AdSense ของเราค่ะ รวมถึงการจัดวางตำแหน่งโฆษณาที่เหมาะสม ไม่เยอะเกินไปจนรบกวนการอ่าน แต่ก็ต้องให้คนเห็นได้ง่าย ก็ช่วยเพิ่มอัตราการคลิกโฆษณา (CTR) ได้ด้วยนะ!
ฉันเองก็ลองปรับตำแหน่งโฆษณาอยู่หลายรอบเลยกว่าจะเจอจุดที่พอดีนอกจาก AdSense แล้ว อย่าลืมมองหาช่องทางอื่นๆ ใน Creator Economy ของไทยนะคะ มีเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น:
การรีวิวสินค้า/บริการ (Sponsored Content): ถ้าเรื่องเล่าของเรามีคนติดตามเยอะ แบรนด์ต่างๆ ก็อยากจะมาให้เราช่วยเล่าเรื่องสินค้าของเขาให้คนรู้จักค่ะ แต่ต้องเลือกแบรนด์ที่เราเชื่อถือจริงๆ นะคะ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ
Affiliate Marketing: การแนะนำสินค้าหรือบริการที่เราใช้จริงและประทับใจ แล้วใส่ลิงก์ Affiliate เมื่อมีคนซื้อผ่านลิงก์ของเรา เราก็ได้ค่าคอมมิชชั่นค่ะ อันนี้ก็เป็นอีกวิธีที่ได้รายได้แบบพาสซีฟที่ดีมากๆ
การสร้างสินค้าดิจิทัลของตัวเอง: เช่น E-book, คอร์สออนไลน์, หรือ Template ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวที่เราเชี่ยวชาญ อันนี้ก็เป็นอีกวิธีที่สร้างรายได้ได้สูงเลยค่ะ
การจัด Workshop หรือ Event: ถ้าเรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่โดดเด่น ลองจัดกิจกรรมเล็กๆ เพื่อแบ่งปันความรู้และสร้างรายได้เพิ่มเติมดูก็ได้ค่ะกุญแจสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” และ “คุณภาพ” ของคอนเทนต์ค่ะ ยิ่งเราสร้างเรื่องราวดีๆ อย่างต่อเนื่องมากเท่าไหร่ โอกาสในการสร้างรายได้ก็จะเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

ถาม: แล้วเราจะสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับผู้ติดตามในฐานะ Storyteller หรือ Content Creator ในประเทศไทยได้อย่างไรคะ? มีหลักการอะไรที่ควรยึดถือบ้างไหม?

ตอบ: คำถามนี้สำคัญมากเลยค่ะ เพราะ “ความน่าเชื่อถือ” คือรากฐานที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ในวงการนี้ได้อย่างยั่งยืนเลยนะ! สำหรับฉันแล้ว หลักการที่ยึดถือมาตลอดก็คือ E-E-A-T ค่ะ ฟังดูเหมือนเป็นศัพท์เทคนิคใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่คนทั่วไปอย่างเราเข้าใจและปฏิบัติได้ง่ายๆ เลยค่ะExperience (ประสบการณ์): เล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรงที่เราเจอมาจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ประสบการณ์เหล่านี้แหละที่ทำให้เรื่องของเรามีชีวิตชีวาและคนอ่านรู้สึกว่าเราเป็นคนจริงๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การคัดลอกข้อมูลจากที่อื่นมาเฉยๆ เช่น “ฉันเคยไปเที่ยวเชียงรายมา 5 ครั้ง เจอที่พักเด็ดๆ มาเยอะมาก” หรือ “ฉันลองสูตรลดน้ำหนักมาทุกวิธีแล้ว จนเจอวิธีนี้แหละที่ได้ผลจริง” การเล่าแบบนี้ทำให้คนรู้สึกว่าเราเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขาค่ะ
Expertise (ความเชี่ยวชาญ): แสดงให้เห็นว่าเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เราเล่าอย่างถ่องแท้ค่ะ ถ้าเราจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็ควรจะรู้ลึกรู้จริงเรื่องสถานที่ วัฒนธรรม หรือการเดินทาง หรือถ้าเราจะรีวิว Gadget ก็ต้องเข้าใจฟังก์ชันการทำงานและการใช้งานจริงๆ ไม่ใช่แค่ผิวเผิน การค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนประสบการณ์ของเราก็ช่วยเสริมความเชี่ยวชาญได้ดีค่ะ
Authoritativeness (อำนาจ/สิทธิ): อันนี้อาจจะฟังดูยาก แต่จริงๆ แล้วคือการทำให้คน “ยอมรับ” ว่าเราเป็นคนที่รู้จริงในเรื่องนั้นๆ ค่ะ เช่น การที่คอนเทนต์ของเราได้รับการอ้างอิงจากคนอื่นๆ ได้รับคำชื่นชม หรือเราได้รับเชิญไปพูดในงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ก็สร้างอำนาจในเรื่องนั้นๆ ได้ค่ะ
Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ): สำคัญที่สุดคือความจริงใจและความโปร่งใสค่ะ ไม่นำเสนอข้อมูลผิดๆ ไม่โอ้อวดเกินจริง ยอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง ตอบคำถามและปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามด้วยความเคารพสม่ำเสมอ การรักษาคำพูดที่เราให้ไว้กับผู้ติดตามก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ เช่น ถ้าบอกว่าจะลงคอนเทนต์ทุกวันอังคาร ก็ต้องพยายามทำตามนั้นให้ได้ฉันเองพยายามตอบคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์อย่างจริงใจ ไม่ว่าจะในบล็อกหรือในโซเชียลมีเดียค่ะ เพราะฉันเชื่อว่าทุกการปฏิสัมพันธ์คือการสร้างความสัมพันธ์ และความสัมพันธ์ที่ดีนี่แหละค่ะที่จะนำไปสู่ความเชื่อใจในระยะยาว และเมื่อคนเชื่อใจเราแล้ว พวกเขาก็จะกลับมาหาเรื่องเล่าของเราอยู่เสมอค่ะ นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Storyteller เลยนะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement