สวัสดีค่ะทุกคน! 😊 แหม… ช่วงนี้เห็นใครๆ ก็อยากเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ กันจังเลยใช่ไหมคะ?
ไม่ว่าจะเล่าเรื่องใน TikTok, สร้างคอนเทนต์บน Facebook หรือแม้แต่พรีเซนต์งานให้ปังๆ ทักษะนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่จดจำได้จริงๆ ค่ะ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่อินกับการสื่อสารและเล่าเรื่องมาตลอด พยายามหาทางพัฒนาตัวเองให้เล่าเรื่องได้น่าสนใจยิ่งขึ้นอยู่เสมอ จนได้เจอกับคำถามที่ว่า ‘แล้วใบรับรอง หรือคอร์สเรียนด้านการเล่าเรื่องต่างๆ เนี่ย มันช่วยได้จริงเหรอ?
แล้วแต่ละแบบมันแตกต่างกันยังไงนะ?’ เพราะในยุคที่คอนเทนต์ท่วมท้นแบบนี้ การมี ‘ของจริง’ และ ‘เทคนิคดีๆ’ ติดตัวไว้ ยิ่งทำให้เรามีแต้มต่อเหนือคนอื่นเยอะเลยค่ะ ยิ่งถ้าใครฝันอยากเป็น Content Creator มืออาชีพ หรืออยากสร้าง Personal Brand ให้แข็งแกร่ง ห้ามพลาดเลยนะคะ!
วันนี้ฉันจะพาไปเจาะลึกว่าการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องผ่านคอร์สหรือใบรับรองต่างๆ มีอะไรน่าสนใจบ้าง และแต่ละเส้นทางเหมาะกับใครที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้ข้อมูลไปเลือกเส้นทางที่ใช่ได้อย่างมั่นใจค่ะ
ประโยชน์ของการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องในยุคดิจิทัล

ทำไมการเล่าเรื่องถึงสำคัญกับทุกอาชีพ?
สวัสดีค่ะทุกคน! แหม… ถ้าให้พูดถึงทักษะที่มาแรงแซงทางโค้งในยุคนี้ ฉันขอชี้เป้าไปที่ ‘การเล่าเรื่อง’ เลยค่ะ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ไม่ว่าจะสายงานไหน ทักษะนี้กลับกลายเป็นเหมือนเครื่องมือวิเศษที่ช่วยให้เราโดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้นจริงๆ นะคะ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่คลุกคลีกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์มานาน ฉันเห็นเลยว่าการที่เราสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ทำให้คนหยุดดูหยุดฟังเท่านั้น แต่ยังสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ทำให้สิ่งที่เราต้องการสื่อไปถึงใจผู้รับสารได้ลึกซึ้งกว่าแค่การนำเสนอข้อมูลดิบๆ ค่ะ ลองคิดดูสิคะ เวลาที่เราพรีเซนต์งาน ถ้าเราแค่บอกตัวเลข บอกผลลัพธ์ มันก็อาจจะน่าเบื่อและลืมง่าย แต่ถ้าเราเล่าเรื่องเบื้องหลัง ความท้าทาย หรือแม้แต่ความสำเร็จที่กว่าจะมาถึงจุดนั้นได้ คนฟังก็จะรู้สึกร่วมและจดจำสิ่งที่เราพูดได้มากกว่าหลายเท่าตัวเลยล่ะค่ะ ทักษะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการครีเอเตอร์เท่านั้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดที่ต้องเล่าเรื่องแบรนด์ให้กินใจ นักขายที่ต้องเล่าเรื่องสินค้าให้ลูกค้าคล้อยตาม หรือแม้แต่คุณครูที่ต้องเล่าเรื่องบทเรียนให้เด็กๆ สนุกสนาน การเล่าเรื่องที่ดีคือกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ และทำให้เราไปได้ไกลกว่าที่คิดจริงๆ ค่ะ
สร้าง Personal Brand ให้แข็งแกร่งด้วยการเล่าเรื่อง
ในยุคที่ใครๆ ก็มีพื้นที่แสดงออกเป็นของตัวเอง การมี Personal Brand ที่แข็งแกร่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเลยใช่ไหมคะ? และสิ่งที่ฉันค้นพบว่าช่วยสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้โดดเด่นและเป็นที่น่าจดจำได้ดีที่สุด ก็คือ ‘การเล่าเรื่อง’ นี่แหละค่ะ!
มันไม่ใช่แค่การบอกว่าเราคือใคร หรือเราทำอะไรได้บ้าง แต่มันคือการเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง ความคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ หรือแม้กระทั่งความผิดพลาดที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้ค่ะ ลองนึกภาพอินฟลูเอนเซอร์หลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จสิคะ พวกเขาไม่ได้แค่ขายของหรือให้ข้อมูลอย่างเดียว แต่เขาสร้างเรื่องราวรอบตัว ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันและอยากติดตาม เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขาเลยทีเดียว การเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างจริงใจและมีเอกลักษณ์ จะช่วยให้คนรับรู้ถึงคุณค่าที่เรามี สร้างความไว้วางใจ และเปลี่ยนจากคนที่ไม่รู้จักให้กลายมาเป็นผู้ติดตามหรือแม้กระทั่งลูกค้าประจำของเราได้เลยค่ะ ฉันเองก็พยายามใช้หลักการนี้กับการทำบล็อกของตัวเองมาตลอด และเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมากๆ ยอดการเข้าชมที่เพิ่มขึ้น หรือแม้กระทั่งคอมเมนต์ที่บอกว่า ‘อ่านแล้วรู้สึกเหมือนคุยกับเพื่อนเลย’ นี่แหละค่ะ คือรางวัลของการเล่าเรื่องที่มาจากใจจริงๆ
สำรวจโลกแห่งคอร์สเรียนการเล่าเรื่อง: แบบไหนที่เหมาะกับคุณ?
คอร์สออนไลน์: เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา
พอพูดถึงการพัฒนาทักษะ หลายคนก็น่าจะนึกถึงคอร์สเรียนออนไลน์เป็นอันดับแรกๆ เลยใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากๆ ค่ะ เพราะมันให้ความยืดหยุ่นสูงมากจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะตอนเช้าตรู่ก่อนเริ่มงาน หรือตอนดึกหลังลูกหลับ เราก็สามารถกดเข้าไปเรียนได้เลยทันที ที่สำคัญคือมีให้เลือกเยอะแยะมากมาย ตั้งแต่คอร์สฟรีบน YouTube ไปจนถึงคอร์สเสียเงินบนแพลตฟอร์มดังๆ อย่าง Coursera, edX, หรือแม้แต่ SkillLane ในบ้านเราเองก็มีค่ะ เนื้อหาแต่ละคอร์สก็หลากหลายมากๆ มีทั้งสอนพื้นฐานการเล่าเรื่อง เทคนิคการเขียนบท เทคนิคการพรีเซนต์งาน หรือแม้กระทั่งการเล่าเรื่องผ่านวิดีโอสั้นๆ สำหรับ TikTok ข้อดีอีกอย่างที่ฉันชอบมากๆ คือเราสามารถย้อนกลับไปทบทวนเนื้อหาได้ตลอดเวลา หากมีบางส่วนที่เราไม่เข้าใจ หรืออยากจะเน้นเป็นพิเศษ มันเป็นวิธีที่เหมาะมากๆ สำหรับคนที่ตารางชีวิตไม่แน่นอน หรือไม่สะดวกเดินทางไปเรียนแบบเจอหน้ากันค่ะ แต่ก็ต้องบอกเลยว่าการเรียนออนไลน์ต้องอาศัยวินัยส่วนตัวสูงนิดนึงนะคะ ถ้าไม่ตั้งใจจริงก็อาจจะเรียนไม่จบคอร์สเอาได้ง่ายๆ ค่ะ
เวิร์คช็อปเข้มข้น: ประสบการณ์ตรงและการลงมือทำ
สำหรับใครที่รู้สึกว่าการเรียนออนไลน์มันดูห่างเหินไปนิด อยากได้อะไรที่จับต้องได้มากกว่านั้น หรืออยากมีโอกาสได้ซักถามและฝึกปฏิบัติจริง เวิร์คช็อปเข้มข้นคือคำตอบที่ใช่เลยค่ะ ฉันเองก็เคยมีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปด้านการเล่าเรื่องอยู่หลายครั้ง และยอมรับเลยว่ามันได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากๆ การที่เราได้เจอหน้ากับผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้น ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ลองฝึกเล่าเรื่องต่อหน้าคนอื่น และได้รับฟีดแบ็กทันที มันช่วยให้เราพัฒนาได้เร็วขึ้นจริงๆ ค่ะ บรรยากาศในการเรียนก็มักจะเป็นกันเองและสนุกสนาน ทำให้เรากล้าที่จะทดลองและก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง ผู้สอนเองก็มักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรง ทำให้เราได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริงและเทคนิคที่ใช้ได้ผลจริง ข้อดีอีกอย่างคือเราได้สร้างคอนเนกชันกับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ซึ่งบางครั้งก็อาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานร่วมกันในอนาคตได้ด้วยนะคะ แต่ข้อจำกัดก็คือเวิร์คช็อปมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าคอร์สออนไลน์ และต้องจัดสรรเวลาเพื่อเข้าร่วมตามตารางที่กำหนดค่ะ ดังนั้นต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่าแบบไหนเหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของเรามากที่สุด
หลักสูตรระยะยาวและปริญญา: สำหรับสายอาชีพเฉพาะทาง
ถ้าคุณมองว่าการเล่าเรื่องไม่ใช่แค่ทักษะเสริม แต่คือแก่นแท้ของอาชีพที่คุณใฝ่ฝัน เช่น นักเขียนบทภาพยนตร์ นักข่าว นักสร้างภาพยนตร์ หรือนักสื่อสารมวลชน การลงทุนกับหลักสูตรระยะยาว หรือแม้กระทั่งปริญญาที่เกี่ยวข้องกับการเล่าเรื่องโดยตรง ก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ หลักสูตรเหล่านี้มักจะครอบคลุมเนื้อหาที่ลึกซึ้งและรอบด้าน ตั้งแต่ทฤษฎีการเล่าเรื่อง โครงสร้างบท การพัฒนาตัวละคร ไปจนถึงการผลิตจริงและการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนคอร์สสั้นๆ ที่เน้นเฉพาะจุดค่ะ ฉันเคยคุยกับเพื่อนที่เรียนจบด้านภาพยนตร์มา เขาเล่าให้ฟังว่าการได้เรียนรู้จากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ การได้ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ และการได้ลงมือทำโปรเจกต์ใหญ่ๆ ตลอดหลักสูตร มันช่วยหล่อหลอมให้เขามีความเข้าใจในการเล่าเรื่องอย่างถ่องแท้ และเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมจริงๆ ที่สำคัญคือการมีวุฒิการศึกษาจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเปิดประตูสู่โอกาสในสายอาชีพเฉพาะทางได้อีกด้วย แต่แน่นอนค่ะว่าเส้นทางนี้ต้องใช้ทั้งเวลา เงินลงทุน และความมุ่งมั่นที่สูงมาก ดังนั้นก่อนตัดสินใจก็ควรศึกษาข้อมูลและชั่งน้ำหนักให้ดีนะคะว่ามันคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า
เจาะลึกใบรับรองด้านการเล่าเรื่อง: ความน่าเชื่อถือและการนำไปใช้
ใบรับรองจากแพลตฟอร์มดัง: คุณค่าที่ประเมินได้
ในโลกของการทำงานสมัยใหม่ ใบรับรองต่างๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจมากๆ เลยใช่ไหมคะ โดยเฉพาะใบรับรองจากแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังอย่าง Coursera, edX, LinkedIn Learning หรือ Google Certifications ที่ตอนนี้มีหลักสูตรด้านการเล่าเรื่องและการสร้างคอนเทนต์ให้เลือกเยอะแยะไปหมดเลยค่ะ จากมุมมองของฉันที่เคยผ่านการเรียนและได้รับใบรับรองจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มาบ้าง ฉันมองว่ามันมีคุณค่าในหลายๆ ด้านเลยนะ อย่างแรกเลยคือมันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองในด้านนั้นๆ จริงๆ ค่ะ แม้ว่าใบรับรองเหล่านี้อาจจะไม่ได้มีน้ำหนักเท่าปริญญา แต่ก็เป็นตัวช่วยที่ทำให้โปรไฟล์ของเราดูน่าสนใจขึ้นในสายตาของนายจ้าง หรือแม้แต่ลูกค้าที่กำลังมองหาคนที่มีทักษะเฉพาะทาง ที่สำคัญคือเนื้อหาในคอร์สส่วนใหญ่ก็มักจะถูกออกแบบมาอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เราได้เรียนรู้ทักษะที่นำไปใช้ได้จริง และทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันค่ะ นอกจากนี้ การมีใบรับรองยังช่วยให้เรามั่นใจในความรู้ความสามารถของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานหรือนำเสนอไอเดียต่างๆ ให้คนอื่นยอมรับค่ะ
การรับรองจากสถาบันเฉพาะทาง: ยกระดับสู่มืออาชีพ
นอกเหนือจากใบรับรองจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว ยังมีการรับรองจากสถาบันเฉพาะทางที่เน้นด้านการเล่าเรื่องโดยตรง ซึ่งมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกันออกไปนะคะ การรับรองประเภทนี้มักจะมาจากการเข้าร่วมโปรแกรมที่เข้มข้นกว่า มีการประเมินผลที่ละเอียดกว่า และอาจจะต้องมีการส่งผลงานเพื่อขอรับการรับรองด้วยค่ะ อย่างเช่น บางสถาบันอาจจะมีการรับรองสำหรับ Storytelling Coach หรือ Narrative Designer ที่ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ในระดับมืออาชีพจริงๆ จากที่ฉันเคยได้ยินมา ใบรับรองเหล่านี้มักจะถูกยอมรับในวงการที่เกี่ยวข้องโดยตรง และช่วยยกระดับให้ผู้ที่ได้รับมีสถานะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้เลยค่ะ ลองนึกภาพคนที่ปรึกษาด้านการสื่อสารที่ได้รับการรับรองจากสมาคมนักเล่าเรื่องมืออาชีพสิคะ ความน่าเชื่อถือก็พุ่งสูงขึ้นทันทีเลยใช่ไหมคะ การลงทุนกับการรับรองประเภทนี้อาจจะใช้เวลาและงบประมาณที่สูงกว่า แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาก็คุ้มค่ามากๆ ในระยะยาว เพราะมันเป็นการลงทุนในความเชี่ยวชาญที่แท้จริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างรายได้และโอกาสในอาชีพให้เติบโตได้อย่างมั่นคงค่ะ
เลือกเส้นทางที่ใช่: คอร์สออนไลน์ vs เวิร์คช็อปแบบเจอหน้า
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย: คอร์สออนไลน์
พอมาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงจะเริ่มมีคำถามในใจแล้วใช่ไหมคะว่า “แล้วฉันควรจะเลือกเรียนแบบไหนดีล่ะ?” ฉันเข้าใจดีเลยค่ะ เพราะตอนแรกๆ ฉันเองก็เคยสับสนเหมือนกัน แต่จากประสบการณ์ที่ลองมาแล้วทั้งสองแบบ ฉันอยากจะมาช่วยสรุปให้ฟังแบบง่ายๆ ค่ะ เริ่มจากคอร์สออนไลน์ก่อนเลย ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ “ความยืดหยุ่น” ที่แทบจะไม่มีข้อจำกัด คุณสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาตามสะดวก จะหยุดพักเมื่อไหร่ก็ได้ หรือจะย้อนกลับไปดูซ้ำกี่รอบก็ได้ ถ้าเป็นคนที่มีวินัยในตัวเองสูงและจัดสรรเวลาได้ดี คอร์สออนไลน์ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากๆ เลยค่ะ ยิ่งสมัยนี้มีคอร์สดีๆ จากมหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญระดับโลกให้เลือกเรียนมากมายในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกันนะ คือบางครั้งเราอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนร่วมเรียนให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเวลาที่มีคำถามด่วนๆ ก็อาจจะต้องรอคำตอบนานหน่อย และที่สำคัญคือ ถ้าเป็นสายที่ต้องฝึกปฏิบัติเยอะๆ บางทีการเรียนออนไลน์ก็อาจจะไม่ได้ให้ประสบการณ์ที่สมจริงเท่าที่ควรค่ะ
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย: เวิร์คช็อปแบบเจอหน้า
ส่วนเวิร์คช็อปแบบเจอหน้า หรือที่เราเรียกว่า In-person Workshop เนี่ย ข้อดีที่โดดเด่นมากๆ เลยคือ “ปฏิสัมพันธ์” ค่ะ เราได้มีโอกาสพูดคุย ซักถามกับผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นได้โดยตรง ได้รับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจและปรับปรุงได้ทันที ยิ่งถ้าเป็นเวิร์คช็อปที่เน้นการลงมือทำ การได้ฝึกฝนต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญและได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิด มันจะช่วยให้เราพัฒนาทักษะได้ก้าวกระโดดมากๆ เลยค่ะ บรรยากาศในการเรียนก็มักจะเต็มไปด้วยพลังงานและความกระตือรือร้น ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้มากขึ้น และยังได้สร้างคอนเนกชันกับคนที่สนใจในเรื่องเดียวกันอีกด้วยนะคะ ใครจะรู้ว่าเพื่อนร่วมเวิร์คช็อปของเราอาจกลายเป็นพาร์ทเนอร์ในโปรเจกต์ต่อไปก็เป็นได้ แต่ข้อเสียก็คือเวิร์คช็อปมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าคอร์สออนไลน์พอสมควรค่ะ แถมยังต้องเดินทางไปเรียนตามสถานที่และเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับทุกคนที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาหรือการเดินทาง ดังนั้น การเลือกเรียนแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ งบประมาณ และสไตล์การเรียนรู้ส่วนตัวของเราเป็นหลักเลยค่ะ ลองชั่งน้ำหนักดูว่าอะไรคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด แล้วคุณจะเจอเส้นทางที่ใช่สำหรับตัวเองแน่นอนค่ะ
| ประเภทการเรียนรู้ | เหมาะสำหรับ | ข้อดี | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|---|
| คอร์สออนไลน์ทั่วไป | ผู้ที่มีเวลาจำกัด, งบประมาณน้อย, ชอบเรียนรู้ด้วยตัวเอง | ยืดหยุ่นสูง, เข้าถึงง่าย, ราคาประหยัด, ทบทวนซ้ำได้ | ต้องมีวินัยสูง, ขาดปฏิสัมพันธ์, การฝึกปฏิบัติอาจไม่สมจริง |
| เวิร์คช็อป/สัมมนา | ผู้ที่ต้องการประสบการณ์ตรง, การฝึกปฏิบัติ, การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น | ได้รับฟีดแบ็กทันที, สร้างคอนเนกชัน, บรรยากาศกระตุ้นการเรียนรู้ | มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า, ต้องจัดสรรเวลาเดินทางและเข้าร่วม |
| ใบรับรองเฉพาะทาง | ผู้ที่ต้องการยกระดับความเชี่ยวชาญ, สร้างความน่าเชื่อถือในสายอาชีพ | เพิ่มน้ำหนักให้โปรไฟล์, ได้รับการยอมรับในวงการ, เนื้อหาเข้มข้น | ใช้เวลาและงบประมาณสูง, ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น |
เทคนิคและเคล็ดลับจากประสบการณ์จริงเพื่อการเล่าเรื่องที่น่าจดจำ

หัวใจของการเล่าเรื่อง: การเข้าถึงอารมณ์ผู้ฟัง
หลังจากที่เราได้ลองสำรวจเส้นทางการเรียนรู้ต่างๆ ไปแล้ว คราวนี้ฉันอยากจะมาแบ่งปันเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์จริงของตัวเอง ที่ช่วยให้การเล่าเรื่องของเราน่าจดจำและเข้าถึงใจผู้ฟังมากขึ้นค่ะ สิ่งที่ฉันค้นพบว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องเลยก็คือ ‘การเข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟัง’ ค่ะ ไม่ว่าเราจะเล่าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเรื่องนั้นๆ สามารถกระตุ้นอารมณ์บางอย่างในใจคนฟังได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความตลก ความประทับใจ ความเศร้า หรือแม้กระทั่งความสงสัย เรื่องนั้นก็จะติดอยู่ในใจของพวกเขาไปอีกนานเลยค่ะ ลองนึกถึงตอนที่เราดูโฆษณาที่ทำให้เราหัวเราะหรือน้ำตาซึมสิคะ เราจะจำโฆษณานั้นได้แม่นยำกว่าโฆษณาที่แค่บอกคุณสมบัติสินค้าเฉยๆ จริงไหมคะ?
ดังนั้น เวลาที่เราจะเล่าเรื่องอะไร ลองถามตัวเองดูก่อนว่า “เรื่องนี้จะไปแตะอารมณ์อะไรของคนฟังได้บ้างนะ?” แล้วพยายามผูกเรื่องราวให้เข้ากับจุดนั้นค่ะ การใช้ภาษาที่สื่ออารมณ์ การสร้างภาพในจินตนาการ หรือแม้แต่การใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้คนฟังรู้สึกร่วมได้ ก็เป็นเทคนิคที่ฉันใช้บ่อยๆ เลยค่ะ มันไม่ใช่แค่การบอกเล่า แต่คือการสร้างประสบการณ์ร่วมให้กับคนฟังค่ะ
ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ: กุญแจสู่ความเชี่ยวชาญ
ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิดจริงๆ ค่ะ ทักษะการเล่าเรื่องก็เช่นกัน มันคือสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จากที่ฉันสังเกตตัวเองและเพื่อนๆ ที่เป็นนักเล่าเรื่องเก่งๆ สิ่งหนึ่งที่พวกเรามีเหมือนกันเลยก็คือ ‘การไม่หยุดที่จะฝึกฝน’ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลองเขียนบล็อกบ่อยๆ การทำวิดีโอเล่าเรื่องสั้นๆ การลองพูดหน้ากระจก หรือแม้แต่การสังเกตวิธีการเล่าเรื่องของคนอื่นๆ แล้วนำมาปรับใช้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลับคมทักษะของเราให้เฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ฉันจำได้ว่าช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำบล็อก ตัวเองก็ยังเขียนได้ไม่ลื่นไหลเท่าไหร่ บางประโยคก็ดูทื่อๆ แข็งๆ แต่พอได้ลองเขียนไปเรื่อยๆ ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเล่าเรื่องมากขึ้น ได้ดูวิดีโอของนักเล่าเรื่องเก่งๆ มากขึ้น มันก็เหมือนเราได้ซึมซับเอาเทคนิคและสไตล์ต่างๆ มาปรับใช้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัวค่ะ อย่ากลัวที่จะผิดพลาดนะคะ การลองผิดลองถูกนี่แหละคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเลยค่ะ ยิ่งเราฝึกมากเท่าไหร่ ประสบการณ์ก็จะสอนเราเองว่าอะไรที่ได้ผล และอะไรที่เราควรปรับปรุง การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอนี่แหละคือกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องได้อย่างแน่นอนค่ะ
สร้างรายได้และแบรนด์ส่วนตัวด้วยทักษะการเล่าเรื่อง
เปลี่ยนเรื่องเล่าเป็นคอนเทนต์: ช่องทางสร้างรายได้
มาถึงหัวข้อที่หลายคนน่าจะตื่นเต้นที่สุด นั่นก็คือ “การสร้างรายได้” จากทักษะการเล่าเรื่องค่ะ! จริงๆ แล้วทักษะนี้มีช่องทางในการสร้างรายได้ที่หลากหลายมากๆ เลยนะคะ จากประสบการณ์ตรงที่ฉันได้เห็นและได้ทำเอง ฉันสามารถบอกได้เลยว่าการเปลี่ยนเรื่องเล่าให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่า คือประตูสู่โอกาสทางการเงินอย่างแท้จริงค่ะ ลองคิดดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อกรีวิวสินค้าและบริการ การทำวิดีโอเล่าเรื่องประสบการณ์ท่องเที่ยว การสร้างพอดแคสต์ที่เล่าเรื่องราวความรู้หรือแรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งการเป็น Storyteller ให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อช่วยเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงใจผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นช่องทางในการสร้างรายได้ทั้งสิ้นค่ะ บางครั้งเราอาจจะได้รับค่าจ้างจากการเป็น Content Creator ให้กับลูกค้า บางครั้งก็อาจจะเป็นรายได้จากค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น AdSense หรือการได้รับสปอนเซอร์จากแบรนด์ที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรานำเสนอ ที่สำคัญคือเมื่อเราสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดตามของเราก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนั่นก็จะนำมาซึ่งโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้นตามไปด้วยค่ะ
สร้างความแตกต่าง: จุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาด
ในโลกที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์มากมาย การที่เรามีทักษะการเล่าเรื่องที่ดี ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราสร้างรายได้เท่านั้นนะคะ แต่มันยังช่วยให้เรา “สร้างความแตกต่าง” และมีจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาดได้อีกด้วยค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และเรื่องราวที่เราได้เจอมาตลอดชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์ของเรา การนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าในแบบฉบับของเราเอง ด้วยภาษาและสไตล์ที่เป็นตัวเรา จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ง่ายกว่าการพยายามเลียนแบบคนอื่นค่ะ ลองนึกภาพ Content Creator ที่มีสไตล์การเล่าเรื่องเป็นของตัวเองสิคะ พวกเขาจะมีความผูกพันกับผู้ติดตามที่เหนียวแน่นกว่า เพราะผู้ติดตามรู้สึกว่าได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา การสร้างแบรนด์ส่วนตัวที่แข็งแกร่งด้วยการเล่าเรื่องที่จริงใจและมีเอกลักษณ์ จะช่วยให้เราไม่ต้องแข่งขันกับใครมากนัก เพราะเราสร้างพื้นที่ของเราเองขึ้นมาค่ะ ลูกค้าหรือผู้ติดตามจะเลือกเราเพราะเขาชอบ “เรื่องราว” ของเรา ชอบ “ตัวตน” ของเรา และชอบ “วิธีการ” ที่เราสื่อสาร มันเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ และเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวเลยค่ะ
สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนกับการเรียน
ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน: คุณอยากเล่าเรื่องเพื่ออะไร?
ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนกับคอร์สเรียนหรือใบรับรองต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยเงินหรือเวลา สิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะแนะนำก็คือ “การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน” ค่ะ ลองใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพักแล้วถามตัวเองดูว่า “คุณอยากพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องไปเพื่ออะไร?” บางคนอาจจะอยากเล่าเรื่องเพื่อสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย บางคนอาจจะอยากเล่าเรื่องเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ เช่น การนำเสนอโปรเจกต์ การขายสินค้า หรือการเป็นวิทยากร บางคนอาจจะแค่อยากเล่าเรื่องให้ลูกหลานฟังให้สนุกสนาน หรือบางคนอาจจะอยากเป็นนักเขียนมืออาชีพ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราเลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดได้ค่ะ เพราะคอร์สเรียนหรือใบรับรองแต่ละแบบก็มีจุดเน้นที่แตกต่างกันไป ถ้าเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เราก็อาจจะเสียเวลาและเงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของเราจริงๆ ได้นะคะ ดังนั้น ใช้เวลาทบทวนตัวเองดีๆ ก่อนค่ะ ว่าอะไรคือสิ่งที่เราคาดหวังจากการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องนี้ แล้วคุณจะเดินหน้าได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
งบประมาณและเวลา: ปัจจัยสำคัญในการเลือก
แน่นอนว่าอีกสองปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนกับการเรียนรู้ก็คือ “งบประมาณ” และ “เวลา” ค่ะ คอร์สเรียนหรือใบรับรองแต่ละแบบก็มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไปมากๆ เลยใช่ไหมคะ บางคอร์สออนไลน์อาจจะราคาไม่แพง หรือบางแพลตฟอร์มก็มีให้เรียนฟรีด้วยซ้ำ แต่บางหลักสูตรระยะยาว หรือการขอรับรองจากสถาบันเฉพาะทาง ก็อาจจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีเลยทีเดียวค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันอยากแนะนำให้ประเมินความพร้อมของตัวเองก่อนว่าเรามีงบประมาณสำหรับเรื่องนี้เท่าไหร่ และสามารถจัดสรรเวลาได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ค่ะ ถ้าเรามีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ คอร์สออนไลน์ฟรีหรือราคาประหยัดก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีค่ะ หรือถ้าเรามีเวลาน้อย การเรียนรู้แบบ Microlearning ที่เน้นเนื้อหาสั้นๆ กระชับๆ ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่าค่ะ อย่าเพิ่งท้อใจไปนะคะ ไม่ว่าเราจะมีงบประมาณหรือเวลามากน้อยแค่ไหน ก็ยังมีเส้นทางให้เราได้พัฒนาทักษะการเล่าเรื่องได้เสมอค่ะ เพียงแค่เราเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความพร้อมของเรามากที่สุดเท่านั้นเองค่ะ
ส่งท้ายบทความนี้
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน? หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนเห็นภาพและความสำคัญของ “ทักษะการเล่าเรื่อง” ชัดเจนขึ้นนะคะ จากที่ฉันได้คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน บอกได้เลยว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของพรสวรรค์เท่านั้น แต่มันคือทักษะที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้จริงๆ ค่ะ ขอแค่เรามีความตั้งใจและกล้าที่จะลงมือทำ การเล่าเรื่องที่ดีจะเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ให้กับคุณในแบบที่คุณอาจคาดไม่ถึงเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือแม้แต่การสร้างแบรนด์ของตัวเองให้เป็นที่จดจำ ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และเชื่อว่าการแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ จะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนให้เราทุกคนก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมๆ กันนะคะ อย่ารอช้าค่ะ ลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัวคุณ แล้วคุณจะพบว่าพลังของการเล่าเรื่องนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คุณคิด!
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นลงมือทำ การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และทุกเรื่องราวของเรามีคุณค่าเสมอค่ะ แค่เราเลือกที่จะเล่ามันออกมาในแบบที่เป็นตัวเรามากที่สุด รับรองว่าต้องมีคนที่พร้อมจะรับฟังและเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราสื่อสารได้อย่างแน่นอนค่ะ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดมือไปนะคะ เพราะทักษะนี้แหละที่จะทำให้คุณเป็นคนที่น่าสนใจและโดดเด่นในทุกๆ บริบทของการใช้ชีวิตและการทำงานค่ะ มาเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีไปพร้อมกันนะคะ!
ฉันอยากให้ทุกคนจำไว้ว่า การลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะทักษะการเล่าเรื่องนี้ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ เพราะมันจะติดตัวเราไปตลอดชีวิต และสามารถสร้างมูลค่าได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ การสร้างความสัมพันธ์ หรือแม้แต่การสร้างความสุขให้กับตัวเองและผู้อื่นค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังก้าวเดินบนเส้นทางการพัฒนาทักษะอันทรงพลังนี้ค่ะ แล้วมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะว่าเรื่องราวของแต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้าง ฉันรออ่านอยู่เสมอนะ!
เกร็ดน่ารู้ที่อยากให้ทุกคนจำ
1. การเล่าเรื่องที่ดีคือหัวใจสำคัญในการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้สารที่เราสื่อออกไปเข้าถึงใจผู้รับและน่าจดจำยิ่งขึ้นในทุกๆ บริบท ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลงาน การขายสินค้า หรือแม้แต่การสร้างคอนเทนต์ส่วนตัวค่ะ
2. การเลือกวิธีการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สออนไลน์ เวิร์คช็อป หรือหลักสูตรเฉพาะทาง ควรพิจารณาจากเป้าหมาย งบประมาณ และสไตล์การเรียนรู้ส่วนตัว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์ความต้องการของเราจริงๆ ค่ะ
3. ใบรับรองจากแพลตฟอร์มหรือสถาบันต่างๆ เป็นตัวช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและยืนยันความสามารถของเราได้ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ค่ะ
4. การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคือเคล็ดลับสำคัญสู่ความเชี่ยวชาญ ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกคนต้องผ่านการลองผิดลองถูกและปรับปรุงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นอย่าท้อถอยในการฝึกฝนเพื่อลับคมทักษะของคุณนะคะ
5. การเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์และมาจากประสบการณ์จริงของคุณ จะช่วยสร้าง Personal Brand ให้แข็งแกร่งและโดดเด่นกว่าใครๆ เพราะมันคือตัวตนที่แท้จริงของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้และยากที่จะเลียนแบบค่ะ
สิ่งที่อยากเน้นย้ำเป็นพิเศษ
ฉันอยากจะย้ำอีกครั้งว่าในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมายแบบนี้ “ทักษะการเล่าเรื่อง” ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่มันคือสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในแง่ของการทำงาน การสร้างคอนเทนต์ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันเห็นมาเยอะแล้วว่าคนที่สามารถเล่าเรื่องได้น่าสนใจ มักจะได้รับโอกาสที่ดีกว่าเสมอ ไม่ว่าจะในการนำเสนอโปรเจกต์ การสร้างยอดขาย หรือแม้แต่การสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะการเล่าเรื่องที่ดีทำให้เราแตกต่างและเป็นที่จดจำได้ง่ายกว่าการแค่พูดถึงข้อเท็จจริงแห้งๆ ค่ะ
ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาทักษะที่จะช่วยยกระดับชีวิตและอาชีพของคุณให้ก้าวไปอีกขั้น ฉันขอเชียร์ให้คุณลงทุนกับการพัฒนาทักษะนี้อย่างจริงจังค่ะ ไม่ว่าคุณจะเลือกเรียนรู้ผ่านคอร์สออนไลน์ที่ยืดหยุ่น เวิร์คช็อปที่เข้มข้น หรือแม้แต่การฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นและไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ลองนำเคล็ดลับและข้อมูลที่ฉันได้แบ่งปันไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าการเล่าเรื่องจะกลายเป็นเครื่องมือวิเศษที่เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นไปได้ง่ายขึ้นค่ะ เชื่อฉันสิ!
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ฉันอยากจะฝากไว้คือ การเล่าเรื่องที่ดีไม่ได้เกี่ยวกับเทคนิคที่ซับซ้อนเสมอไป แต่มันคือการเล่าจากความรู้สึกที่จริงใจและเชื่อมโยงกับผู้ฟังได้ต่างหากค่ะ ลองเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แล้วใส่หัวใจลงไปในทุกๆ เรื่องราวที่คุณต้องการสื่อสาร รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีเกินคาด และทำให้คุณเป็นนักเล่าเรื่องที่น่าจดจำได้อย่างแน่นอนค่ะ อย่ารอช้าที่จะลงมือทำและปลดล็อกศักยภาพของตัวเองนะคะ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ใบรับรองหรือประกาศนียบัตรด้านการเล่าเรื่องจำเป็นจริงๆ เหรอคะ? มันช่วยให้เรา ‘ปัง’ ขึ้นได้ขนาดไหน?
ตอบ: แหม… คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ! เพราะหลายคนก็คงสงสัยเหมือนกันว่าสมัยนี้การมีใบรับรองมันยังสำคัญอยู่ไหมใช่ไหมคะ?
จากประสบการณ์ตรงของฉันที่คลุกคลีอยู่กับการทำคอนเทนต์มานาน ต้องบอกเลยว่า “จำเป็นค่ะ” แต่ไม่ได้หมายถึงแค่กระดาษแผ่นเดียวนะคะ มันหมายถึง “สิ่งที่อยู่เบื้องหลังกระดาษแผ่นนั้น” ต่างหากล่ะค่ะ!
การที่เราตัดสินใจไปลงคอร์สเรียนหรือสอบเอาใบรับรอง มันไม่ใช่แค่การไปเอาชื่อมาแปะโปรไฟล์เก๋ๆ แต่เป็นการที่เรา “ลงทุนกับตัวเอง” เพื่อพัฒนาทักษะที่จับต้องได้จริงค่ะ อย่างตัวฉันเอง ตอนแรกก็คิดว่าเล่าเรื่องพอได้อยู่แล้ว แต่พอไปเรียนคอร์สที่เน้นเทคนิคการเขียนบท การจัดลำดับเรื่องราว หรือการใช้เสียงเล่า มันเหมือนได้ “ปลดล็อก” ความสามารถที่ซ่อนอยู่เลยนะ ผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ “ความมั่นใจ” ค่ะ พอเรามีเทคนิค เราก็มั่นใจที่จะสร้างสรรค์คอนเทนต์ กล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ Engagement ที่สูงขึ้น คนดูอยู่กับเรานานขึ้น (ซึ่งดีต่อ AdSense มากๆ เลยนะคะ!) ยอดผู้ติดตามก็เพิ่มขึ้น มันเหมือนเราได้ “ยกระดับ” ตัวเองไปอีกขั้น เพราะงั้น ถ้าถามว่าจำเป็นไหม ฉันบอกเลยว่า “จำเป็นค่ะ” แต่มันคือการลงทุนเพื่อพัฒนา ‘ของ’ ในตัวเราให้ ‘แข็งแกร่ง’ ขึ้นต่างหากค่ะ
ถาม: คอร์สเรียนหรือการฝึกอบรมการเล่าเรื่องมีกี่แบบคะ แล้วเราจะเลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับตัวเอง?
ตอบ: โอ้โห คำถามนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะตลาดคอร์สเรียนตอนนี้มีให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมดเลยจนบางทีก็งงไปหมดใช่ไหมล่ะคะ? จากที่ฉันเคยศึกษาและลองลงเรียนมาบ้าง บอกเลยว่าคอร์สการเล่าเรื่องมีหลาย “เฉดสี” มากๆ ค่ะ หลักๆ ที่เห็นบ่อยๆ ก็จะมีประมาณนี้ค่ะ
1.
คอร์สเน้นการเล่าเรื่องเชิงธุรกิจ (Business Storytelling): อันนี้จะเหมาะกับคนที่ต้องพรีเซนต์งาน ขายของ หรือสร้างแบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือค่ะ เขาจะสอนวิธีสร้างเรื่องราวที่กระตุ้นยอดขาย ดึงดูดลูกค้า ซึ่งมันมีประโยชน์มากจริงๆ นะคะ
2.
คอร์สเน้นการเล่าเรื่องส่วนตัว (Personal Storytelling/Branding): สำหรับใครที่อยากเป็น Content Creator หรือสร้าง Personal Brand ให้แข็งแกร่ง คอร์สแนวนี้จะสอนวิธีค้นหาเรื่องราวของตัวเอง การสื่อสารให้คนเข้าถึง และการสร้างความผูกพันกับผู้ฟังค่ะ
3.
คอร์สเน้นเทคนิคเฉพาะทาง: เช่น การเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual Storytelling) การเขียนบท (Scriptwriting for Storytelling) หรือการเล่าเรื่องด้วยเสียง (Voice Acting for Storytelling) อันนี้จะเหมาะกับคนที่รู้แล้วว่าตัวเองอยากโฟกัสไปที่สื่อแบบไหนค่ะ
แล้วจะเลือกยังไงดีล่ะ?
อันดับแรกเลยคือ “รู้จักตัวเอง” ค่ะ! ลองถามตัวเองก่อนว่า “เราอยากเล่าเรื่องไปทำไม?” “เราอยากเป็นใครในโลกคอนเทนต์?” “เราอยากใช้ทักษะนี้ไปทำอะไร?” ถ้าเราอยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายเที่ยว คอร์ส Personal Storytelling อาจจะเหมาะกว่า แต่ถ้าเราเป็นเซลส์ คอร์ส Business Storytelling ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่าค่ะ ที่สำคัญอีกอย่างคือ “ดูรีวิว” และ “ดูผลงานของอาจารย์ผู้สอน” ค่ะ!
เหมือนเราเลือกกินข้าวร้านอร่อยนั่นแหละค่ะ ต้องมีคนเคยลองแล้วบอกว่าดีจริง คอร์สเรียนก็เหมือนกันค่ะ เลือกที่ตรงกับเป้าหมายของเราที่สุด แล้วก็ลงทุนไปเลยค่ะ รับรองไม่ผิดหวัง!
ถาม: หลังจากได้ทักษะการเล่าเรื่องหรือใบรับรองมาแล้ว จะเอาไปต่อยอดสร้างรายได้หรืออาชีพได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: เยี่ยมเลยค่ะ! ได้ของดีมาแล้วก็ต้องเอาไปใช้ให้คุ้มค่าที่สุดใช่ไหมคะ? เรื่องนี้ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาตัวเองก็คือการสร้างโอกาสและความมั่นคงในชีวิตนี่แหละค่ะ การมีทักษะการเล่าเรื่องที่แข็งแกร่ง หรือมีใบรับรองที่น่าเชื่อถือ มันเปิดประตูให้เราได้หลายบานเลยค่ะ ลองดูไอเดียเหล่านี้ที่ฉันเคยเห็นและเคยลองทำมาแล้วนะคะ:
1.
เป็น Content Creator มืออาชีพ: อันนี้ตรงตัวเลยค่ะ ถ้าเราเล่าเรื่องได้น่าสนใจ คอนเทนต์ของเราก็จะมีคนดูเยอะ ยอดวิวพุ่ง แล้วทีนี้โอกาสในการสร้างรายได้จาก AdSense, การรับรีวิวสินค้า (ซึ่งแพงขึ้นตามความน่าเชื่อถือของเรานะคะ!), หรือการเป็น Brand Ambassador ก็จะตามมาเองค่ะ
2.
รับงาน Freelance ด้านคอนเทนต์: คุณสามารถรับงานเขียนบทความ, เขียนสคริปต์วิดีโอ, เป็น Ghostwriter (นักเขียนเงา) ให้กับแบรนด์หรือบุคคลต่างๆ หรือแม้แต่เป็นที่ปรึกษาด้านการเล่าเรื่องให้ธุรกิจขนาดเล็กก็ได้ค่ะ ค่าตอบแทนดีงามเลยนะคะ เพราะทักษะนี้เป็นที่ต้องการมาก!
3. สอนหรือจัด Workshop: ถ้าคุณมั่นใจในทักษะของตัวเองแล้ว ลองจัดเวิร์คช็อปเล็กๆ สอนเทคนิคการเล่าเรื่องให้กับคนอื่นๆ ดูสิคะ ค่าคอร์สไม่แพงก็จริง แต่ถ้าเรามีคนมาเรียนเยอะๆ ก็เป็นรายได้ที่ดีเลยค่ะ แถมยังเป็นการสร้างชื่อเสียงและตอกย้ำความเชี่ยวชาญของเราด้วยนะคะ
4.
ต่อยอดอาชีพปัจจุบัน: ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานบริษัท นักการตลาด หรือผู้ประกอบการ ทักษะการเล่าเรื่องจะช่วยให้คุณนำเสนอไอเดียได้ดีขึ้น ปิดการขายได้ง่ายขึ้น หรือสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพและรายได้ของคุณโดยตรงค่ะ จำไว้นะคะว่า “เล่าเรื่องได้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ค่ะ!






