มาดูกันชัดๆ! นักเล่าเรื่อง กับ Performance Storytelling ความต่างที่คุณไม่ควรมองข้าม

webmaster

스토리텔러와 퍼포먼스 스토리텔링의 차이 - **The Heartfelt Campfire Storyteller:** A serene and inviting scene under a starry twilight sky. A f...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกของฉันทุกคน! วันนี้ฉันมีเรื่องน่าสนใจที่จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ ใครๆ ก็ชอบฟังเรื่องเล่าดีๆ ใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน หรือเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ แต่เคยสงสัยไหมคะว่า การเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ กับ ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ มันต่างกันยังไง?

스토리텔러와 퍼포먼스 스토리텔링의 차이 관련 이미지 1

จากประสบการณ์ของฉันที่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการคอนเทนต์มาพักใหญ่ ฉันสัมผัสได้เลยว่ายุคนี้การแค่ ‘เล่า’ อย่างเดียวอาจไม่พอแล้วค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การจะดึงดูดสายตาและใจของผู้ชมให้อยู่หมัด มันต้องมีอะไรที่ ‘เหนือกว่า’ การแค่บอกเล่าเรื่องราวธรรมดาๆ ฉันเองก็เคยคิดว่ามันเหมือนกันนะ แต่พอได้ลงลึกไปศึกษาและลองทำจริงๆ ถึงได้รู้ว่าความแตกต่างตรงนี้แหละคือ ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะทำให้คอนเทนต์ของเราโดดเด่นและสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาล อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าความลับของการเป็นนักเล่าเรื่องที่ ‘ใช่’ ในยุคดิจิทัลนี้คืออะไร?

ถ้าอย่างนั้น… ไปดูรายละเอียดกันให้ชัดๆ เลยค่ะ!

หัวใจของการสื่อสารที่ลึกซึ้งกว่าแค่คำพูด

ความบริสุทธิ์ของการแบ่งปันเรื่องราว

เคยไหมคะที่เราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วรู้สึกอินไปกับตัวละคร บรรยากาศ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้เขียนบรรยายไว้? นั่นแหละค่ะ คือพลังของการเล่าเรื่องแบบดั้งเดิม ที่เน้นการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้สึก หรือประสบการณ์ผ่านภาษา ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือคำพูด การเป็นนักเล่าเรื่องแบบนี้คือการเป็นผู้ส่งสารที่จริงใจ เล่าจากสิ่งที่ตัวเองรู้ สัมผัส หรือจินตนาการขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักคือการให้ข้อมูล หรือสร้างความบันเทิงเบาๆ เป็นเหมือนเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังข้างกองไฟในคืนที่เงียบสงบ อาจจะไม่ได้มีลูกเล่นแพรวพราวอะไรมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญคือ ‘เนื้อหา’ และ ‘ความจริงใจ’ ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านั้น ฉันเองก็เคยเริ่มต้นจากการเป็นนักเล่าเรื่องแบบนี้แหละค่ะ แค่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองสนใจ ให้คนอื่นได้อ่าน ได้รู้ แค่นั้นก็รู้สึกดีใจแล้ว

เมื่อเรื่องราวมีชีวิตและโลดแล่น

แต่พอโลกดิจิทัลมันหมุนเร็วขึ้น คนเรามีทางเลือกในการรับชมคอนเทนต์เยอะแยะไปหมด การแค่ ‘เล่า’ อย่างเดียวมันเริ่มไม่พอแล้วจริงๆ ค่ะ จากที่ฉันสังเกตเห็น หลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในโลกออนไลน์ ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องเก่งอย่างเดียว แต่พวกเขาทำให้เรื่องราว ‘มีชีวิต’ ขึ้นมาได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่ฉันเรียกว่า ‘การเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ มันคือการที่เราไม่ได้แค่บอกเล่า แต่เราสวมบทบาท มีการใช้น้ำเสียง ท่าทาง สีหน้า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ประกอบ เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยตัวเอง เหมือนกับการดูละครเวทีหรือภาพยนตร์ที่ดึงดูดเราเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขาเลยค่ะ ฉันเคยลองทำคลิปเล่าเรื่องประสบการณ์ท่องเที่ยวของตัวเอง โดยใช้ภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบ และการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางที่จัดเต็มกว่าเดิม ผลที่ได้คือยอดวิวและคอมเมนต์พุ่งกระฉูด จนฉันเองก็ตกใจ!

มันเหมือนกับว่าผู้ชมไม่ได้แค่ฟังเรื่องราว แต่พวกเขากำลัง ‘สัมผัส’ และ ‘ร่วมเดินทาง’ ไปกับเราด้วยจริงๆ

สร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่การรับรู้

กระตุ้นทุกโสตสัมผัสให้ตื่นตัว

สิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบจากการเป็นบล็อกเกอร์มานานก็คือ การที่เราจะดึงดูดความสนใจของผู้คนในยุคนี้ได้ มันไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลที่ดีที่สุดอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่เป็นการมอบ ‘ประสบการณ์’ ที่ลืมไม่ลงต่างหาก!

การเล่าเรื่องแบบเดิมๆ อาจจะเน้นไปที่การกระตุ้นประสาทสัมผัสแค่ด้านเดียว เช่น การได้ยินจากการฟัง หรือการมองเห็นจากการอ่าน แต่การเล่าเรื่องเชิงการแสดง มันคือการกระตุ้นทุกโสตสัมผัสเท่าที่จะเป็นไปได้ค่ะ ลองนึกภาพเวลาเราดูวิดีโอรีวิวอาหารที่ไม่ได้มีแค่ภาพสวยๆ แต่มีเสียงฉู่ฉ่าของกระทะ กลิ่นหอมๆ ที่เราจินตนาการตามได้ หรือแม้กระทั่งท่าทางที่สื่อถึงความอร่อยของผู้รีวิว นั่นแหละค่ะคือพลังที่แท้จริง!

ฉันเองเคยไปเข้าร่วมเวิร์คช็อปการทำอาหารพื้นบ้านของไทย แล้วลองเอามาเล่าในบล็อกพร้อมกับทำคลิปสั้นๆ ที่มีทั้งเสียงโขลกพริกแกง กลิ่นเครื่องเทศที่ฟุ้งกระจาย และสีสันของอาหารไทยแท้ๆ ผลตอบรับดีเกินคาดมากเลยค่ะ

Advertisement

พลังของภาพ เสียง และอารมณ์ที่เชื่อมโยงกัน

เทคโนโลยีในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เราใช้เครื่องมือหลากหลายในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายสวยๆ วิดีโอที่มีคุณภาพสูง เพลงประกอบที่เข้ากับอารมณ์ หรือแม้แต่การตัดต่อที่น่าตื่นเต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบเสริม แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของเรามีมิติและน่าจดจำ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงจะดึงเอาองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมผสานกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างโลกใบใหม่ที่ผู้ชมสามารถก้าวเข้าไปสัมผัสได้จริง การใช้สีหน้าท่าทางที่สื่อถึงอารมณ์ของเราอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้น ความสุข ความเศร้า หรือความประหลาดใจ มันช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้ง่ายขึ้นมากๆ เลยค่ะ ฉันเองก็พยายามฝึกการแสดงออกหน้ากล้องบ่อยๆ ตอนแรกก็รู้สึกเขินนะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เป็นธรรมชาติมากขึ้น และผู้ชมก็ดูจะชอบที่เราแสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมาค่ะ

ทำไมคนดูถึงหยุดมองไม่ได้? เคล็ดลับดึงดูดใจ

สร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง

สิ่งที่ทำให้คนดูหยุดเลื่อนฟีด และตั้งใจดูคอนเทนต์ของเราจนจบ ไม่ใช่แค่เรื่องที่น่าสนใจอย่างเดียว แต่คือ ‘ความรู้สึก’ ที่เราส่งไปถึงพวกเขาค่ะ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงจะเน้นการสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่า แค่การให้ข้อมูล การที่เราแสดงออกถึงอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า ความตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งความโกรธ มันจะช่วยให้ผู้ชมรู้สึกว่าพวกเขากำลังได้แบ่งปันประสบการณ์นั้นๆ ไปกับเราด้วย ลองนึกภาพเวลาที่เราดูคลิปเล่าเรื่องชีวิตของคนสู้ชีวิต แล้วผู้เล่าเองก็มีน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง หรือมีแววตาที่สื่อถึงความเข้าใจ มันจะทำให้เราอินและอยากติดตามเรื่องราวของพวกเขาไปจนจบเลยใช่ไหมคะ ฉันเชื่อว่าความจริงใจที่แสดงออกมาผ่านอารมณ์นี่แหละค่ะ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับเรา

องค์ประกอบแห่งความประหลาดใจที่ไม่คาดคิด

คนเราชอบความแปลกใหม่ค่ะ อะไรที่คาดเดาได้ง่ายๆ ก็มักจะถูกมองข้ามไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การใส่ ‘องค์ประกอบแห่งความประหลาดใจ’ เข้าไปในการเล่าเรื่องเชิงการแสดงของเรา จะช่วยให้คอนเทนต์น่าติดตามและไม่น่าเบื่อ ฉันไม่ได้หมายถึงการต้องมีฉากหักมุมอลังการตลอดเวลานะคะ แต่อาจจะเป็นการใช้มุกตลกที่ไม่คาดคิด การเปลี่ยนโทนเสียงกะทันหัน หรือแม้แต่การเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่เราไม่เคยพูดถึงมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชม ทำให้พวกเขาอยากรู้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ฉันเคยลองทำคลิปสอนภาษาไทยแบบง่ายๆ แต่มีช่วงหนึ่งที่ฉันแกล้งพูดสำเนียงตลกๆ หรือใส่คำสแลงที่ไม่ค่อยได้ใช้ ผลคือคนดูชอบมากเลยค่ะ บอกว่าไม่น่าเบื่อดี เหมือนได้เรียนรู้ภาษาแบบสนุกๆ

การเล่าเรื่องแบบมีส่วนร่วมทำให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่ง

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องเชิงการแสดงที่ฉันหลงใหลมาก คือการทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าพวกเขาเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของเรื่องราว ไม่ใช่แค่ผู้ฟังหรือผู้ดูเฉยๆ เราสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตั้งคำถามกระตุ้นความคิด การชวนให้คอมเมนต์ การให้โหวต หรือแม้แต่การให้พวกเขาตัดสินใจเลือกเส้นทางของเรื่องราวในบางจุด (Interactive Storytelling) สิ่งเหล่านี้จะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับผู้ชม ทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมและผูกพันกับคอนเทนต์ของเรามากขึ้น ฉันเองก็มักจะถามคำถามง่ายๆ ในท้ายคลิปหรือท้ายโพสต์ เช่น “แล้วเพื่อนๆ มีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหมคะ?” หรือ “ถ้าเป็นคุณจะทำยังไง?” แค่นี้ก็ได้ฟีดแบ็กและคอมเมนต์กลับมาเยอะแยะเลยค่ะ ทำให้รู้สึกเหมือนเรากำลังพูดคุยกันจริงๆ

เปิดโลกคอนเทนต์: จากผู้เล่าสู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจ

ความจริงใจคือพลังวิเศษที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ในยุคที่คอนเทนต์ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างและโดดเด่นออกมาได้คือ ‘ความจริงใจ’ ค่ะ ฉันเคยลองทำคอนเทนต์ที่พยายามจะตามกระแสมากเกินไป โดยที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกหรือประสบการณ์จริงๆ ของตัวเอง ปรากฏว่าคนดูสัมผัสได้นะ!

ยอดวิวไม่ดีเท่าที่ควร คอมเมนต์ก็ไม่ค่อยมี เหมือนกับว่าพวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่เรากำลังนำเสนอ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเล่าเรื่องในรูปแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเป็นตัวของตัวเองค่ะ เล่าจากประสบการณ์จริง ความคิดเห็นจริง และความรู้สึกจริงๆ ของเราเอง การแสดงออกถึงความเปราะบาง ความผิดพลาด หรือแม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์แบบของเรา มันกลับทำให้ผู้ชมรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และรู้สึกว่าเราเป็นคนจริงๆ ที่สามารถสัมผัสได้ เหมือนกับเพื่อนสนิทที่คอยแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้ฟังค่ะ

Advertisement

เข้าใจจังหวะหัวใจของผู้ชมของเรา

การที่เราจะเป็นนักเล่าเรื่องเชิงการแสดงที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องรู้จักและเข้าใจ ‘จังหวะหัวใจ’ ของผู้ชมของเราให้ดีที่สุดค่ะ พวกเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร กำลังมองหาอะไร มีปัญหาอะไรที่อยากให้เราช่วยแก้ไข หรือมีความปรารถนาอะไรที่อยากให้เราเติมเต็ม การที่เราศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด จะช่วยให้เราสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ตรงใจและตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างแท้จริง การที่ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ ในบล็อกและในคอมเมนต์บ่อยๆ มันทำให้ฉันได้เรียนรู้และเข้าใจว่าทุกคนกำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ ทำให้ฉันสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอและเลือกหัวข้อที่จะมาเล่าได้ตรงจุดมากขึ้นค่ะ สิ่งนี้สำคัญมากๆ ในการสร้างคอนเทนต์ที่คนอยากดูและอยากติดตามไปเรื่อยๆ

เปลี่ยนคนฟังเป็นแฟนคลับตัวยง

สร้างชุมชน ไม่ใช่แค่กลุ่มผู้ติดตาม

จากประสบการณ์ของฉัน การแค่มีผู้ติดตามเยอะๆ ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไปค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้าง ‘ชุมชน’ ของเราเอง ชุมชนที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มีความผูกพัน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างอบอุ่นและจริงใจ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงจะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้ชมได้มากกว่า เพราะเราได้แสดงตัวตนและอารมณ์ของเราออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนรู้จักเราจริงๆ เหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้อง การตอบคอมเมนต์ การสร้างพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมเล็กๆ ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนของเรา ฉันดีใจมากๆ ที่ได้เห็นเพื่อนๆ ในบล็อกของเรามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันเองใต้โพสต์ นี่แหละค่ะคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน

ศิลปะแห่งความสม่ำเสมอและการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง

การจะเป็นที่จดจำและสร้างความผูกพันกับผู้ชมได้นั้น ‘ความสม่ำเสมอ’ เป็นสิ่งที่เราต้องมีค่ะ การผลิตคอนเทนต์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม จะช่วยให้ผู้ชมไม่ลืมเรา และยังคงติดตามเราอยู่เสมอ นอกจากความสม่ำเสมอแล้ว ‘การพัฒนา’ ตัวเองก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โลกดิจิทัลเปลี่ยนไปเร็วมาก เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทดลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ปรับปรุงจุดด้อย และเสริมสร้างจุดแข็งของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้คอนเทนต์ของเรายังคงสดใหม่และน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ทุกวัน ไม่เคยหยุดนิ่งเลยค่ะ เพราะอยากให้เพื่อนๆ ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากบล็อกของฉัน

เปิดประตูสู่โอกาสใหม่: สร้างรายได้จากเรื่องราวของเรา

ไม่ใช่แค่ Adsense: ช่องทางรายได้ที่หลากหลาย

เมื่อเราสามารถสร้างฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งและมีชุมชนที่เหนียวแน่นได้แล้ว โอกาสในการสร้างรายได้ก็จะตามมาเองค่ะ แต่บอกเลยว่ามันไม่ได้มีแค่การติด Adsense หรือการรับรีวิวสินค้าแบบตรงไปตรงมาเท่านั้นนะเพื่อนๆ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของเรา จะช่วยเปิดประตูสู่ช่องทางรายได้ที่หลากหลายมากๆ เช่น การสร้างสินค้าหรือบริการของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราเล่า การจัดเวิร์คช็อป การเป็นวิทยากร การขายคอร์สเรียนออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ในรูปแบบที่สร้างสรรค์และไม่รู้สึกเหมือนการโฆษณาจนเกินไป ฉันเคยมีโอกาสได้ออกแบบสมุดบันทึกการเดินทางของตัวเองจากประสบการณ์ที่ฉันเล่าเรื่องท่องเที่ยวในบล็อก ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีเกินคาดเลยค่ะ

คุณค่าของการมีส่วนร่วมจริงที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ตลอดเส้นทางของการเป็นบล็อกเกอร์ คือการที่ผู้คนมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของเราจริงๆ นั้นมีคุณค่ามหาศาลค่ะ ไม่ใช่แค่ยอดไลก์หรือยอดวิวที่สูงๆ แต่เป็นการที่พวกเขาสละเวลามาคอมเมนต์ มาแชร์ มามีปฏิสัมพันธ์กับเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการสร้างรายได้ในระยะยาว เพราะความผูกพันและความเชื่อใจนี่แหละค่ะที่ทำให้คนตัดสินใจสนับสนุนเรา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การใช้บริการ หรือการแนะนำเราให้กับคนอื่นๆ ดังนั้น การที่เราให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเทนต์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วม และการตอบสนองต่อผู้ติดตามของเราอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ

คุณสมบัติ นักเล่าเรื่องทั่วไป นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง (Performance Storyteller)
เป้าหมายหลัก ให้ข้อมูล, สร้างความบันเทิง (Passive) สร้างประสบการณ์, แรงบันดาลใจ, ดึงดูดอารมณ์ (Active)
รูปแบบการนำเสนอ เน้นข้อความ, เสียงบรรยาย, ภาพนิ่ง เน้นภาพเคลื่อนไหว, เสียงประกอบ, ท่าทาง, การแสดงออกทางสีหน้า
การดึงดูดความสนใจ เนื้อหาที่น่าสนใจ, ความจริงใจ การกระตุ้นประสาทสัมผัส, อารมณ์ร่วม, ความแปลกใหม่
การเชื่อมโยงกับผู้ชม ความเข้าใจในเนื้อหา ความผูกพันทางอารมณ์, การมีส่วนร่วม
เครื่องมือที่ใช้ การเขียน, การพูด วิดีโอ, เสียง, ภาพ, กราฟิก, การแสดงสด
Advertisement

เคล็ดลับสู่การเป็นนักเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดาในยุคดิจิทัล

เริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่ฝันให้ยิ่งใหญ่

เพื่อนๆ อาจจะคิดว่าการจะทำคอนเทนต์แบบนักเล่าเรื่องเชิงการแสดงนั้นมันยาก ต้องมีอุปกรณ์เยอะแยะ ต้องมีทักษะมากมาย แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยค่ะ! สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การเริ่มต้น’ เริ่มจากเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัวที่เราหลงใหล ลองหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัดคลิปตัวเองเล่าเรื่องง่ายๆ ลองใช้ฟิลเตอร์ตลกๆ หรือลองใส่เสียงประกอบที่ไม่ซับซ้อนดู แค่ก้าวแรกที่กล้าทำก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วค่ะ อย่าไปกลัวความผิดพลาด เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้และพัฒนา ฉันเองก็ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรกหรอกค่ะ ลองผิดลองถูกมาเยอะมาก แต่ก็ไม่เคยท้อ เพราะฉันเชื่อว่าถ้าเรามีความตั้งใจและรักในสิ่งที่ทำ เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมาได้แน่นอน

เรียนรู้จากคนเก่ง แต่เป็นตัวของตัวเอง

ในโลกออนไลน์มีนักเล่าเรื่องเก่งๆ มากมายเลยใช่ไหมคะ เราสามารถเข้าไปศึกษา ดูผลงานของพวกเขาว่าเขามีวิธีการนำเสนออย่างไร ใช้เทคนิคอะไรในการดึงดูดผู้ชม แต่สิ่งสำคัญคือ ‘อย่าเลียนแบบ’ ค่ะ เราสามารถเรียนรู้แรงบันดาลใจจากพวกเขาได้ แต่สุดท้ายแล้วเราต้อง ‘เป็นตัวของตัวเอง’ เพราะความจริงใจและเอกลักษณ์ของเรานี่แหละค่ะคือสิ่งที่จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่จดจำ การที่เราพยายามจะเป็นเหมือนคนอื่นมากเกินไป มันจะทำให้คอนเทนต์ของเราไม่มีเสน่ห์และไม่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะผู้ชมก็อยากเห็นความแตกต่างและตัวตนที่แท้จริงของเราใช่ไหมคะ

อย่ากลัวที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ

โลกของคอนเทนต์ออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาค่ะ สิ่งที่เคยนิยมในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนสนใจในวันพรุ่งนี้ ดังนั้น เราจึงต้อง ‘กล้าที่จะทดลอง’ สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ๆ รูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ หรือแม้แต่เทคนิคการตัดต่อที่ไม่เคยลองมาก่อน การที่เราเปิดใจเรียนรู้และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง จะช่วยให้คอนเทนต์ของเรายังคงสดใหม่และน่าติดตามอยู่เสมอ ฉันเองก็พยายามลองทำ Reels ใน Instagram หรือวิดีโอสั้นๆ ใน TikTok เพื่อดูว่าผู้ชมของฉันชอบคอนเทนต์แบบไหนมากกว่ากัน และก็พบว่าบางครั้งการทดลองเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละค่ะ ที่นำไปสู่การค้นพบครั้งใหญ่ที่ทำให้บล็อกของฉันเติบโตขึ้นไปอีกขั้น!

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกของฉันทุกคน! วันนี้ฉันมีเรื่องน่าสนใจที่จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ ใครๆ ก็ชอบฟังเรื่องเล่าดีๆ ใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน หรือเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ แต่เคยสงสัยไหมคะว่า การเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ กับ ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ มันต่างกันยังไง?

จากประสบการณ์ของฉันที่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการคอนเทนต์มาพักใหญ่ ฉันสัมผัสได้เลยว่ายุคนี้การแค่ ‘เล่า’ อย่างเดียวอาจไม่พอแล้วค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การจะดึงดูดสายตาและใจของผู้ชมให้อยู่หมัด มันต้องมีอะไรที่ ‘เหนือกว่า’ การแค่บอกเล่าเรื่องราวธรรมดาๆ ฉันเองก็เคยคิดว่ามันเหมือนกันนะ แต่พอได้ลงลึกไปศึกษาและลองทำจริงๆ ถึงได้รู้ว่าความแตกต่างตรงนี้แหละคือ ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะทำให้คอนเทนต์ของเราโดดเด่นและสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาล อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าความลับของการเป็นนักเล่าเรื่องที่ ‘ใช่’ ในยุคดิจิทัลนี้คืออะไร?

ถ้าอย่างนั้น… ไปดูรายละเอียดกันให้ชัดๆ เลยค่ะ!

หัวใจของการสื่อสารที่ลึกซึ้งกว่าแค่คำพูด

ความบริสุทธิ์ของการแบ่งปันเรื่องราว

เคยไหมคะที่เราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วรู้สึกอินไปกับตัวละคร บรรยากาศ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้เขียนบรรยายไว้? นั่นแหละค่ะ คือพลังของการเล่าเรื่องแบบดั้งเดิม ที่เน้นการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้สึก หรือประสบการณ์ผ่านภาษา ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือคำพูด การเป็นนักเล่าเรื่องแบบนี้คือการเป็นผู้ส่งสารที่จริงใจ เล่าจากสิ่งที่ตัวเองรู้ สัมผัส หรือจินตนาการขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักคือการให้ข้อมูล หรือสร้างความบันเทิงเบาๆ เป็นเหมือนเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังข้างกองไฟในคืนที่เงียบสงบ อาจจะไม่ได้มีลูกเล่นแพรวพราวอะไรมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญคือ ‘เนื้อหา’ และ ‘ความจริงใจ’ ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านั้น ฉันเองก็เคยเริ่มต้นจากการเป็นนักเล่าเรื่องแบบนี้แหละค่ะ แค่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองสนใจ ให้คนอื่นได้อ่าน ได้รู้ แค่นั้นก็รู้สึกดีใจแล้ว

เมื่อเรื่องราวมีชีวิตและโลดแล่น

แต่พอโลกดิจิทัลมันหมุนเร็วขึ้น คนเรามีทางเลือกในการรับชมคอนเทนต์เยอะแยะไปหมด การแค่ ‘เล่า’ อย่างเดียวมันเริ่มไม่พอแล้วจริงๆ ค่ะ จากที่ฉันสังเกตเห็น หลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในโลกออนไลน์ ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องเก่งอย่างเดียว แต่พวกเขาทำให้เรื่องราว ‘มีชีวิต’ ขึ้นมาได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่ฉันเรียกว่า ‘การเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ มันคือการที่เราไม่ได้แค่บอกเล่า แต่เราสวมบทบาท มีการใช้น้ำเสียง ท่าทาง สีหน้า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ประกอบ เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยตัวเอง เหมือนกับการดูละครเวทีหรือภาพยนตร์ที่ดึงดูดเราเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขาเลยค่ะ ฉันเคยลองทำคลิปเล่าเรื่องประสบการณ์ท่องเที่ยวของตัวเอง โดยใช้ภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบ และการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางที่จัดเต็มกว่าเดิม ผลที่ได้คือยอดวิวและคอมเมนต์พุ่งกระฉูด จนฉันเองก็ตกใจ!

มันเหมือนกับว่าผู้ชมไม่ได้แค่ฟังเรื่องราว แต่พวกเขากำลัง ‘สัมผัส’ และ ‘ร่วมเดินทาง’ ไปกับเราด้วยจริงๆ

Advertisement

สร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่การรับรู้

스토리텔러와 퍼포먼스 스토리텔링의 차이 관련 이미지 2

กระตุ้นทุกโสตสัมผัสให้ตื่นตัว

สิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบจากการเป็นบล็อกเกอร์มานานก็คือ การที่เราจะดึงดูดความสนใจของผู้คนในยุคนี้ได้ มันไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลที่ดีที่สุดอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่เป็นการมอบ ‘ประสบการณ์’ ที่ลืมไม่ลงต่างหาก!

การเล่าเรื่องแบบเดิมๆ อาจจะเน้นไปที่การกระตุ้นประสาทสัมผัสแค่ด้านเดียว เช่น การได้ยินจากการฟัง หรือการมองเห็นจากการอ่าน แต่การเล่าเรื่องเชิงการแสดง มันคือการกระตุ้นทุกโสตสัมผัสเท่าที่จะเป็นไปได้ค่ะ ลองนึกภาพเวลาเราดูวิดีโอรีวิวอาหารที่ไม่ได้มีแค่ภาพสวยๆ แต่มีเสียงฉู่ฉ่าของกระทะ กลิ่นหอมๆ ที่เราจินตนาการตามได้ หรือแม้กระทั่งท่าทางที่สื่อถึงความอร่อยของผู้รีวิว นั่นแหละค่ะคือพลังที่แท้จริง!

ฉันเองเคยไปเข้าร่วมเวิร์คช็อปการทำอาหารพื้นบ้านของไทย แล้วลองเอามาเล่าในบล็อกพร้อมกับทำคลิปสั้นๆ ที่มีทั้งเสียงโขลกพริกแกง กลิ่นเครื่องเทศที่ฟุ้งกระจาย และสีสันของอาหารไทยแท้ๆ ผลตอบรับดีเกินคาดมากเลยค่ะ

พลังของภาพ เสียง และอารมณ์ที่เชื่อมโยงกัน

เทคโนโลยีในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เราใช้เครื่องมือหลากหลายในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายสวยๆ วิดีโอที่มีคุณภาพสูง เพลงประกอบที่เข้ากับอารมณ์ หรือแม้แต่การตัดต่อที่น่าตื่นเต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบเสริม แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของเรามีมิติและน่าจดจำ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงจะดึงเอาองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมผสานกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างโลกใบใหม่ที่ผู้ชมสามารถก้าวเข้าไปสัมผัสได้จริง การใช้สีหน้าท่าทางที่สื่อถึงอารมณ์ของเราอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้น ความสุข ความเศร้า หรือความประหลาดใจ มันช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้ง่ายขึ้นมากๆ เลยค่ะ ฉันเองก็พยายามฝึกการแสดงออกหน้ากล้องบ่อยๆ ตอนแรกก็รู้สึกเขินนะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เป็นธรรมชาติมากขึ้น และผู้ชมก็ดูจะชอบที่เราแสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมาค่ะ

ทำไมคนดูถึงหยุดมองไม่ได้? เคล็ดลับดึงดูดใจ

Advertisement

สร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง

สิ่งที่ทำให้คนดูหยุดเลื่อนฟีด และตั้งใจดูคอนเทนต์ของเราจนจบ ไม่ใช่แค่เรื่องที่น่าสนใจอย่างเดียว แต่คือ ‘ความรู้สึก’ ที่เราส่งไปถึงพวกเขาค่ะ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงจะเน้นการสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่า แค่การให้ข้อมูล การที่เราแสดงออกถึงอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า ความตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งความโกรธ มันจะช่วยให้ผู้ชมรู้สึกว่าพวกเขากำลังได้แบ่งปันประสบการณ์นั้นๆ ไปกับเราด้วย ลองนึกภาพเวลาที่เราดูคลิปเล่าเรื่องชีวิตของคนสู้ชีวิต แล้วผู้เล่าเองก็มีน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง หรือมีแววตาที่สื่อถึงความเข้าใจ มันจะทำให้เราอินและอยากติดตามเรื่องราวของพวกเขาไปจนจบเลยใช่ไหมคะ ฉันเชื่อว่าความจริงใจที่แสดงออกมาผ่านอารมณ์นี่แหละค่ะ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับเรา

องค์ประกอบแห่งความประหลาดใจที่ไม่คาดคิด

คนเราชอบความแปลกใหม่ค่ะ อะไรที่คาดเดาได้ง่ายๆ ก็มักจะถูกมองข้ามไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การใส่ ‘องค์ประกอบแห่งความประหลาดใจ’ เข้าไปในการเล่าเรื่องเชิงการแสดงของเรา จะช่วยให้คอนเทนต์น่าติดตามและไม่น่าเบื่อ ฉันไม่ได้หมายถึงการต้องมีฉากหักมุมอลังการตลอดเวลานะคะ แต่อาจจะเป็นการใช้มุกตลกที่ไม่คาดคิด การเปลี่ยนโทนเสียงกะทันหัน หรือแม้แต่การเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่เราไม่เคยพูดถึงมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชม ทำให้พวกเขาอยากรู้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ฉันเคยลองทำคลิปสอนภาษาไทยแบบง่ายๆ แต่มีช่วงหนึ่งที่ฉันแกล้งพูดสำเนียงตลกๆ หรือใส่คำสแลงที่ไม่ค่อยได้ใช้ ผลคือคนดูชอบมากเลยค่ะ บอกว่าไม่น่าเบื่อดี เหมือนได้เรียนรู้ภาษาแบบสนุกๆ

การเล่าเรื่องแบบมีส่วนร่วมทำให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่ง

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องเชิงการแสดงที่ฉันหลงใหลมาก คือการทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าพวกเขาเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของเรื่องราว ไม่ใช่แค่ผู้ฟังหรือผู้ดูเฉยๆ เราสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตั้งคำถามกระตุ้นความคิด การชวนให้คอมเมนต์ การให้โหวต หรือแม้แต่การให้พวกเขาตัดสินใจเลือกเส้นทางของเรื่องราวในบางจุด (Interactive Storytelling) สิ่งเหล่านี้จะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับผู้ชม ทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมและผูกพันกับคอนเทนต์ของเรามากขึ้น ฉันเองก็มักจะถามคำถามง่ายๆ ในท้ายคลิปหรือท้ายโพสต์ เช่น “แล้วเพื่อนๆ มีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหมคะ?” หรือ “ถ้าเป็นคุณจะทำยังไง?” แค่นี้ก็ได้ฟีดแบ็กและคอมเมนต์กลับมาเยอะแยะเลยค่ะ ทำให้รู้สึกเหมือนเรากำลังพูดคุยกันจริงๆ

เปิดโลกคอนเทนต์: จากผู้เล่าสู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจ

ความจริงใจคือพลังวิเศษที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ในยุคที่คอนเทนต์ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างและโดดเด่นออกมาได้คือ ‘ความจริงใจ’ ค่ะ ฉันเคยลองทำคอนเทนต์ที่พยายามจะตามกระแสมากเกินไป โดยที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกหรือประสบการณ์จริงๆ ของตัวเอง ปรากฏว่าคนดูสัมผัสได้นะ!

ยอดวิวไม่ดีเท่าที่ควร คอมเมนต์ก็ไม่ค่อยมี เหมือนกับว่าพวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่เรากำลังนำเสนอ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเล่าเรื่องในรูปแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเป็นตัวของตัวเองค่ะ เล่าจากประสบการณ์จริง ความคิดเห็นจริง และความรู้สึกจริงๆ ของเราเอง การแสดงออกถึงความเปราะบาง ความผิดพลาด หรือแม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์แบบของเรา มันกลับทำให้ผู้ชมรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และรู้สึกว่าเราเป็นคนจริงๆ ที่สามารถสัมผัสได้ เหมือนกับเพื่อนสนิทที่คอยแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้ฟังค่ะ

เข้าใจจังหวะหัวใจของผู้ชมของเรา

การที่เราจะเป็นนักเล่าเรื่องเชิงการแสดงที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องรู้จักและเข้าใจ ‘จังหวะหัวใจ’ ของผู้ชมของเราให้ดีที่สุดค่ะ พวกเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร กำลังมองหาอะไร มีปัญหาอะไรที่อยากให้เราช่วยแก้ไข หรือมีความปรารถนาอะไรที่อยากให้เราเติมเต็ม การที่เราศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด จะช่วยให้เราสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ตรงใจและตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างแท้จริง การที่ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ ในบล็อกและในคอมเมนต์บ่อยๆ มันทำให้ฉันได้เรียนรู้และเข้าใจว่าทุกคนกำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ ทำให้ฉันสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอและเลือกหัวข้อที่จะมาเล่าได้ตรงจุดมากขึ้นค่ะ สิ่งนี้สำคัญมากๆ ในการสร้างคอนเทนต์ที่คนอยากดูและอยากติดตามไปเรื่อยๆ

เปลี่ยนคนฟังเป็นแฟนคลับตัวยง

Advertisement

สร้างชุมชน ไม่ใช่แค่กลุ่มผู้ติดตาม

จากประสบการณ์ของฉัน การแค่มีผู้ติดตามเยอะๆ ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไปค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้าง ‘ชุมชน’ ของเราเอง ชุมชนที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มีความผูกพัน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างอบอุ่นและจริงใจ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงจะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้ชมได้มากกว่า เพราะเราได้แสดงตัวตนและอารมณ์ของเราออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนรู้จักเราจริงๆ เหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้อง การตอบคอมเมนต์ การสร้างพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมเล็กๆ ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนของเรา ฉันดีใจมากๆ ที่ได้เห็นเพื่อนๆ ในบล็อกของเรามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันเองใต้โพสต์ นี่แหละค่ะคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน

ศิลปะแห่งความสม่ำเสมอและการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง

การจะเป็นที่จดจำและสร้างความผูกพันกับผู้ชมได้นั้น ‘ความสม่ำเสมอ’ เป็นสิ่งที่เราต้องมีค่ะ การผลิตคอนเทนต์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม จะช่วยให้ผู้ชมไม่ลืมเรา และยังคงติดตามเราอยู่เสมอ นอกจากความสม่ำเสมอแล้ว ‘การพัฒนา’ ตัวเองก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โลกดิจิทัลเปลี่ยนไปเร็วมาก เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทดลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ปรับปรุงจุดด้อย และเสริมสร้างจุดแข็งของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้คอนเทนต์ของเรายังคงสดใหม่และน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ทุกวัน ไม่เคยหยุดนิ่งเลยค่ะ เพราะอยากให้เพื่อนๆ ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากบล็อกของฉัน

เปิดประตูสู่โอกาสใหม่: สร้างรายได้จากเรื่องราวของเรา

ไม่ใช่แค่ Adsense: ช่องทางรายได้ที่หลากหลาย

เมื่อเราสามารถสร้างฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งและมีชุมชนที่เหนียวแน่นได้แล้ว โอกาสในการสร้างรายได้ก็จะตามมาเองค่ะ แต่บอกเลยว่ามันไม่ได้มีแค่การติด Adsense หรือการรับรีวิวสินค้าแบบตรงไปตรงมาเท่านั้นนะเพื่อนๆ การเล่าเรื่องเชิงการแสดงที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของเรา จะช่วยเปิดประตูสู่ช่องทางรายได้ที่หลากหลายมากๆ เช่น การสร้างสินค้าหรือบริการของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราเล่า การจัดเวิร์คช็อป การเป็นวิทยากร การขายคอร์สเรียนออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ในรูปแบบที่สร้างสรรค์และไม่รู้สึกเหมือนการโฆษณาจนเกินไป ฉันเคยมีโอกาสได้ออกแบบสมุดบันทึกการเดินทางของตัวเองจากประสบการณ์ที่ฉันเล่าเรื่องท่องเที่ยวในบล็อก ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีเกินคาดเลยค่ะ

คุณค่าของการมีส่วนร่วมจริงที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ตลอดเส้นทางของการเป็นบล็อกเกอร์ คือการที่ผู้คนมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของเราจริงๆ นั้นมีคุณค่ามหาศาลค่ะ ไม่ใช่แค่ยอดไลก์หรือยอดวิวที่สูงๆ แต่เป็นการที่พวกเขาสละเวลามาคอมเมนต์ มาแชร์ มามีปฏิสัมพันธ์กับเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการสร้างรายได้ในระยะยาว เพราะความผูกพันและความเชื่อใจนี่แหละค่ะที่ทำให้คนตัดสินใจสนับสนุนเรา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การใช้บริการ หรือการแนะนำเราให้กับคนอื่นๆ ดังนั้น การที่เราให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเทนต์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วม และการตอบสนองต่อผู้ติดตามของเราอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ

คุณสมบัติ นักเล่าเรื่องทั่วไป นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง (Performance Storyteller)
เป้าหมายหลัก ให้ข้อมูล, สร้างความบันเทิง (Passive) สร้างประสบการณ์, แรงบันดาลใจ, ดึงดูดอารมณ์ (Active)
รูปแบบการนำเสนอ เน้นข้อความ, เสียงบรรยาย, ภาพนิ่ง เน้นภาพเคลื่อนไหว, เสียงประกอบ, ท่าทาง, การแสดงออกทางสีหน้า
การดึงดูดความสนใจ เนื้อหาที่น่าสนใจ, ความจริงใจ การกระตุ้นประสาทสัมผัส, อารมณ์ร่วม, ความแปลกใหม่
การเชื่อมโยงกับผู้ชม ความเข้าใจในเนื้อหา ความผูกพันทางอารมณ์, การมีส่วนร่วม
เครื่องมือที่ใช้ การเขียน, การพูด วิดีโอ, เสียง, ภาพ, กราฟิก, การแสดงสด

เคล็ดลับสู่การเป็นนักเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดาในยุคดิจิทัล

เริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่ฝันให้ยิ่งใหญ่

เพื่อนๆ อาจจะคิดว่าการจะทำคอนเทนต์แบบนักเล่าเรื่องเชิงการแสดงนั้นมันยาก ต้องมีอุปกรณ์เยอะแยะ ต้องมีทักษะมากมาย แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยค่ะ! สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การเริ่มต้น’ เริ่มจากเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัวที่เราหลงใหล ลองหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัดคลิปตัวเองเล่าเรื่องง่ายๆ ลองใช้ฟิลเตอร์ตลกๆ หรือลองใส่เสียงประกอบที่ไม่ซับซ้อนดู แค่ก้าวแรกที่กล้าทำก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วค่ะ อย่าไปกลัวความผิดพลาด เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้และพัฒนา ฉันเองก็ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรกหรอกค่ะ ลองผิดลองถูกมาเยอะมาก แต่ก็ไม่เคยท้อ เพราะฉันเชื่อว่าถ้าเรามีความตั้งใจและรักในสิ่งที่ทำ เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมาได้แน่นอน

Advertisement

เรียนรู้จากคนเก่ง แต่เป็นตัวของตัวเอง

ในโลกออนไลน์มีนักเล่าเรื่องเก่งๆ มากมายเลยใช่ไหมคะ เราสามารถเข้าไปศึกษา ดูผลงานของพวกเขาว่าเขามีวิธีการนำเสนออย่างไร ใช้เทคนิคอะไรในการดึงดูดผู้ชม แต่สิ่งสำคัญคือ ‘อย่าเลียนแบบ’ ค่ะ เราสามารถเรียนรู้แรงบันดาลใจจากพวกเขาได้ แต่สุดท้ายแล้วเราต้อง ‘เป็นตัวของตัวเอง’ เพราะความจริงใจและเอกลักษณ์ของเรานี่แหละค่ะคือสิ่งที่จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่จดจำ การที่เราพยายามจะเป็นเหมือนคนอื่นมากเกินไป มันจะทำให้คอนเทนต์ของเราไม่มีเสน่ห์และไม่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะผู้ชมก็อยากเห็นความแตกต่างและตัวตนที่แท้จริงของเราใช่ไหมคะ

อย่ากลัวที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ

โลกของคอนเทนต์ออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาค่ะ สิ่งที่เคยนิยมในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนสนใจในวันพรุ่งนี้ ดังนั้น เราจึงต้อง ‘กล้าที่จะทดลอง’ สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ๆ รูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ หรือแม้แต่เทคนิคการตัดต่อที่ไม่เคยลองมาก่อน การที่เราเปิดใจเรียนรู้และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง จะช่วยให้คอนเทนต์ของเรายังคงสดใหม่และน่าติดตามอยู่เสมอ ฉันเองก็พยายามลองทำ Reels ใน Instagram หรือวิดีโอสั้นๆ ใน TikTok เพื่อดูว่าผู้ชมของฉันชอบคอนเทนต์แบบไหนมากกว่ากัน และก็พบว่าบางครั้งการทดลองเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละค่ะ ที่นำไปสู่การค้นพบครั้งใหญ่ที่ทำให้บล็อกของฉันเติบโตขึ้นไปอีกขั้น!

글을마치며

เพื่อนๆ คะ หวังว่าสิ่งที่ฉันได้แบ่งปันในวันนี้จะจุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ การเล่าเรื่องไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ล้วนมีคุณค่าในตัวเอง แต่ในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่เราจะสร้างความประทับใจและเชื่อมโยงกับผู้คนได้อย่างแท้จริงนั้น อาจจะต้องก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็น ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ ที่ใส่ทั้งหัวใจ อารมณ์ และความเป็นตัวของตัวเองลงไปอย่างเต็มที่ค่ะ อย่าลืมนะคะว่าหัวใจสำคัญที่สุดคือความจริงใจ และการที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ดีๆ ให้กับผู้อื่น นี่แหละค่ะคือความสุขที่แท้จริงของการเป็นบล็อกเกอร์!

알아두면 쓸모 있는 정보

1. เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์ที่มี: ไม่จำเป็นต้องมีกล้องราคาแพง หรือไมค์ระดับโปรค่ะ แค่โทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันอยู่ทุกวันก็สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพได้แล้ว ลองฝึกถ่ายวิดีโอสั้นๆ หรืออัดเสียงเล่าเรื่องดูนะคะ การเริ่มต้นสำคัญที่สุด!

2. ฝึกฝนการแสดงออกหน้ากระจก: ลองเล่าเรื่องที่เราชอบที่สุดในกระจกดูค่ะ สังเกตสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียงของตัวเอง ว่ามันสื่ออารมณ์ได้ดีแค่ไหน การฝึกฝนจะช่วยให้เราเป็นธรรมชาติมากขึ้น และกล้าแสดงออกมากขึ้นเมื่ออยู่หน้ากล้องจริงๆ ค่ะ

3. ศึกษาและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญชาวไทย: ลองดูช่อง YouTube หรือเพจ Facebook ของนักเล่าเรื่องชาวไทยที่ประสบความสำเร็จค่ะ สังเกตว่าพวกเขามีวิธีการนำเสนออย่างไร ใช้เทคนิคอะไรในการดึงดูดผู้ชม และนำมาปรับใช้ในสไตล์ของตัวเองนะคะ

4. เน้นสร้างความผูกพันทางอารมณ์: ก่อนจะเริ่มสร้างคอนเทนต์ ลองคิดดูว่าเราอยากให้ผู้ชมรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ดูหรือได้ฟังเรื่องราวของเรา การใส่ความรู้สึก ความจริงใจ และการเล่าจากประสบการณ์ตรง จะช่วยให้ผู้คนเชื่อมโยงกับเราได้ง่ายขึ้นมากๆ ค่ะ

5. อย่ากลัวที่จะทดลองแพลตฟอร์มใหม่ๆ: โลกออนไลน์มีแพลตฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Instagram Reels หรือแม้แต่ Podcasts ลองก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนและทดลองสร้างสรรค์คอนเทนต์ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อขยายฐานผู้ชมและค้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับคุณนะคะ

Advertisement

중요 사항 정리

หัวใจสำคัญของการเป็น ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ ในยุคดิจิทัลที่ฉันอยากเน้นย้ำกับเพื่อนๆ ทุกคนก็คือ การก้าวข้ามจากการแค่ ‘บอกเล่า’ เรื่องราวไปสู่การ ‘สร้างประสบการณ์’ ที่น่าจดจำและเข้าถึงอารมณ์ของผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง เราต้องใช้ทุกองค์ประกอบที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง ท่าทาง หรือแม้กระทั่งความจริงใจในทุกคำพูดและทุกการแสดงออก เพื่อให้ผู้ชมไม่ได้แค่รับรู้ข้อมูล แต่พวกเขากำลังได้ ‘สัมผัส’ และ ‘ร่วมเดินทาง’ ไปกับเรื่องราวของเราอย่างแท้จริง การสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่แข็งแกร่ง คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผู้รับชมธรรมดาให้กลายมาเป็นแฟนคลับตัวยงที่พร้อมจะสนับสนุนเราในทุกๆ ก้าวค่ะ

และอย่าลืมนะคะว่า ความสม่ำเสมอในการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะโลกออนไลน์ไม่เคยหยุดหมุน เราจึงต้องพร้อมที่จะปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อรักษาความสดใหม่และน่าสนใจของคอนเทนต์ของเรา นอกจากนี้ การสร้าง ‘ชุมชน’ ที่แข็งแกร่งซึ่งผู้คนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง จะนำมาซึ่งโอกาสในการสร้างรายได้ที่หลากหลายและยั่งยืนกว่าแค่การพึ่งพิงโฆษณาเพียงอย่างเดียวค่ะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการสร้างสรรค์เรื่องราวในแบบของตัวเองนะคะ แล้วเรามาสร้างโลกของคอนเทนต์ให้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปด้วยกันค่ะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: นักเล่าเรื่อง กับ นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง มันต่างกันยังไงคะคุณบล็อกเกอร์?

ตอบ: สวัสดีค่ะเพื่อนๆ! คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ เพราะตอนแรกๆ ฉันเองก็คิดว่ามันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ แค่เล่าเรื่องให้สนุกก็พอแล้วนี่นา แต่พอได้ลองศึกษาและลงมือทำคอนเทนต์มาเรื่อยๆ ฉันถึงได้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเลยค่ะว่า ‘นักเล่าเรื่อง’ ทั่วไปก็คือคนที่ถ่ายทอดข้อมูลหรือเรื่องราวออกมาตรงๆ อาจจะเน้นความถูกต้องของข้อมูลเป็นหลัก เหมือนกับการที่เราอ่านข่าวหรือบทความที่ให้ข้อเท็จจริงน่ะค่ะแต่พอมาถึง ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ (Performing Storyteller) เนี่ย มันไม่ใช่แค่การ “เล่า” อย่างเดียวแล้ว แต่มันคือการ “สร้างประสบการณ์” ให้กับผู้ฟังหรือผู้อ่านค่ะ!
ลองนึกภาพดูนะคะ เหมือนกับการที่เราดูคอนเสิร์ตหรือละครเวทีน่ะค่ะ นักแสดงไม่ได้แค่พูดบทตามสคริปต์ แต่เขาใส่อารมณ์ ความรู้สึก สีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงเข้าไป เพื่อให้คนดูรู้สึกร่วม อินไปกับเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เขาใช้ทุกองค์ประกอบที่มีเพื่อดึงเราเข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องเล่านั้นๆ ให้ได้ นั่นแหละค่ะคือหัวใจสำคัญ!
คือการใส่ “ตัวตน” “พลังงาน” และ “การเชื่อมโยงทางอารมณ์” เข้าไปในทุกประโยค เพื่อให้เรื่องราวของเราไม่เป็นแค่ข้อมูล แต่กลายเป็นความรู้สึกที่จับต้องได้และจดจำไปอีกนานเลยค่ะ

ถาม: แล้วทำไมยุคนี้เราถึงต้องเป็น ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ ให้ได้คะ แค่เล่าเรื่องดีๆ ไม่พอเหรอ?

ตอบ: โอ๊ยยย คำถามนี้ตรงใจสุดๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! จากที่ฉันคลุกคลีอยู่ในโลกออนไลน์มานาน ฉันสัมผัสได้เลยว่ายุคนี้การแข่งขันมันสูงมากกกกก ข้อมูลข่าวสารมันเยอะจนล้นไปหมด แค่เล่าเรื่องดีๆ มีประโยชน์น่ะ มันอาจจะยังไม่พอที่จะทำให้คนหยุดนิ้วเลื่อนหน้าจอ หรือจำเราได้เลยด้วยซ้ำค่ะ คิดดูสิคะ วันนึงเราเห็นคอนเทนต์เป็นร้อยเป็นพันชิ้น ถ้าเราแค่ “เล่า” เหมือนคนอื่นๆ ก็อาจจะกลายเป็นหนึ่งในหมื่นที่ถูกมองข้ามไปได้ง่ายๆ เลยนะนี่แหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไมการเป็น ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ ถึงสำคัญมากๆ ในยุคดิจิทัลนี้!
เพราะมันช่วยให้เรา “แตกต่าง” และ “โดดเด่น” ออกมาได้ค่ะ คนเราชอบความรู้สึก ชอบประสบการณ์ที่จับต้องได้ ถ้าเราสามารถทำให้คอนเทนต์ของเรามีชีวิต มีอารมณ์ มีความรู้สึกร่วม ผู้ชมก็จะรู้สึกผูกพันกับเรามากขึ้น เชื่อใจเรามากขึ้น (อันนี้สำคัญมากเลยนะเรื่อง EEAT!) แล้วพอเขารู้สึกแบบนั้น เขาจะอยู่กับคอนเทนต์ของเรานานขึ้น นั่นหมายถึง “ระยะเวลาการเข้าชม” ที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการแสดงโฆษณามากๆ เลยค่ะ แถมยังเพิ่มโอกาสที่เขาจะกลับมาหาเราอีกในอนาคต ทำให้เราสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นได้ด้วยค่ะ ลองนึกถึงเวลาเราดูหนังดีๆ สักเรื่องสิคะ เราจะจำมันได้นานกว่าอ่านแค่เรื่องย่อใช่ไหมล่ะคะ นั่นแหละค่ะพลังของมัน!

ถาม: ถ้าอยากจะเป็น ‘นักเล่าเรื่องเชิงการแสดง’ ที่โดนใจคนดูบ้าง ต้องเริ่มต้นยังไงดีคะ มีเคล็ดลับอะไรบ้าง?

ตอบ: เยี่ยมเลยค่ะ! มีใจอยากพัฒนาแบบนี้รับรองไปได้สวยแน่นอนค่ะเพื่อนๆ! จากประสบการณ์ตรงของฉันที่ได้ลองผิดลองถูกมาเยอะ ฉันมีเคล็ดลับดีๆ มาฝากเลยค่ะหนึ่งเลยคือ “รู้จักคนฟังของคุณให้ลึกซึ้ง” ค่ะ!
ไม่ใช่แค่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่อยากรู้ว่าเขามีความสนใจอะไร มีปัญหาอะไร กำลังมองหาอะไร การที่เราเข้าใจเขาอย่างถ่องแท้ จะทำให้เราสามารถเลือกเรื่องเล่าและวิธีการเล่าที่โดนใจเขาได้ตรงจุดที่สุด เหมือนกับการที่เราเลือกร้านอาหารที่รู้ใจว่าเราชอบกินอะไรนั่นแหละค่ะสอง “หาเสียงของตัวเองให้เจอ” ค่ะ!
ทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเองค่ะ ไม่ต้องพยายามเลียนแบบใคร ลองค้นหาดูว่าคุณถนัดการเล่าแบบไหน ตลก จริงจัง ให้ข้อคิด หรืออบอุ่น เพราะ ‘ตัวตน’ ของเรานี่แหละค่ะคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่าง และสร้างเอกลักษณ์ให้คนจดจำได้สาม “ฝึกใส่อารมณ์และความรู้สึก” ลงไปในงานเขียนค่ะ!
อาจจะฟังดูยากในตอนแรก แต่ลองนึกถึงเวลาคุณคุยกับเพื่อนสนิท เล่าเรื่องอะไรให้เขาฟัง คุณใช้น้ำเสียง ท่าทาง สีหน้ายังไง ลองเอาความรู้สึกแบบนั้นมาปรับใช้กับการเขียนดูค่ะ ใช้คำที่สื่ออารมณ์ การบรรยายที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้สัมผัสตามไปด้วย ที่สำคัญคือต้อง “จริงใจ” ค่ะ!
ความจริงใจจะสื่อถึงคนอ่านได้ดีที่สุดเลยค่ะลองเริ่มจาก 3 ข้อนี้ก่อนนะคะ แล้วคุณจะเห็นพัฒนาการของตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ! การเป็นนักเล่าเรื่องเชิงการแสดงมันคือศิลปะที่ต้องใช้เวลาฝึกฝน แต่รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่ามากๆ เลยค่ะ!

📚 อ้างอิง